แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - radnana

หน้า: [1] 2
1

   เมื่อคุณโอนเงินเข้าบัญชีผิด หมายถึงการ โอนเงินเข้าบัญชี ให้ผู้รับโอนที่เราไม่ต้องการ และหมายถึงการโอนเงินผิดจำนวน เรามีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการเพื่อขอเงินคืน ดังนี้

แจ้งความและติดต่อธนาคาร นำหลักฐานใบแจ้งความและหลักฐานการโอนเงินไปติดต่อธนาคาร เพื่อให้ธนาคารตรวจสอบ และติดต่อไปยังผู้รับโอนเพื่อให้โอนเงินคืน
อายัดบัญชี กรณีที่ผู้รับโอนไม่ยินยอมหรือติดต่อผู้รับโอนไม่ได้ คุณต้องไปแจ้งความดำเนินคดีและให้ตำรวจออกหมายให้ธนาคารอายัดบัญชี และนำมาติดต่อที่ธนาคารเพื่ออายัดบัญชี
ดำเนินคดี เมื่อตำรวจดำเนินการทางคดีได้ข้อยุติแล้ว ตำรวจจะมีหนังสือมายังธนาคารให้โอนเงินคืนคุณ หากผู้รับโอนไม่มีเงินเหลือในบัญชี ผู้รับโอนต้องรับผิดตามกฎหมายต่อไป

   เมื่อมีการโอนเข้าบัญชีผิด ข้อมูลสำคัญที่คุณต้องใช้แจ้งความและแจ้งธนาคารคือ วัน เวลา ยอดเงิน หมายเลขบัญชีของผู้รับโอน ชื่อผู้รับโอน และช่องทางที่โอนเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีอยู่ใน Pay Slip, ใบบันทึกรายการ, ใบทำรายการ, หรือ E-Slip ขึ้นอยู่กับช่องทางที่คุณใช้โอนเงิน ถ้าคุณโอนเงินผ่านระบบ Mobile Banking หรือ โอนเงินผ่านแอพ ธนาคาร ข้อมูลเหล่านี้จะอยู่ใน E-Slip ซึ่งถูกบันทึกลงในเครื่องโทรศัพท์อัตโนมัติ ทำให้สามารถเรียกดูข้อมูลได้ทันที

   ข้อดีของการโอนเงินผ่านแอปธนาคาร เมื่อเปรียบเทียบ วิธีโอนเงิน วิธีอื่น เช่น สาขาธนาคาร เครื่องรับฝากเงิน เครื่อง ATM หรือ Internet Banking ได้แก่
สะดวก ไม่ต้องเดินทาง อยู่ที่ไหนก็สามารถโอนเงินได้
รวดเร็ว ไม่ต้องเข้าแถวรอรับบริการ สามารถทำรายการได้ทุกครั้งที่ต้องการ
ไม่มีค่าธรรมเนียม รวมถึง ค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร ด้วย ซึ่งโดยทั่วไปจะเริ่มต้นที่ 50 บาท เมื่อโอนผ่านสาขาธนาคารหรือเครื่องรับฝากเงิน เริ่มต้นที่ 25 บาท เมื่อโอนผ่านเครื่อง ATM ส่วน Internet banking ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของธนาคาร
ตั้งเวลาการทำรายการได้ล่วงหน้า เหมาะสำหรับรายการที่เราต้องโอนเป็นประจำ ค่าเช่า ค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้น ไม่ต้องมาทำรายการใหม่ทุกครั้ง
สามารถเลือกบันทึกผู้รับโอนเป็นรายการโปรดและกำหนดชื่อได้เอง ทำให้การโอนเงินครั้งต่อไป ไม่ต้องมาใส่เลขที่บัญชีใหม่ ช่วยลดความผิดพลาดได้
ใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บันทึกการทำรายการเป็น E-Slip

ขั้นตอนการ โอนเงินผ่านแอพ มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
เลือกเมนู ‘โอนเงิน’ เลือกบัญชีที่ต้องการโอนออก เลือกธนาคารหรือพร้อมเพย์ของผู้รับโอน หรือเลือกผู้รับโอนเงินจากรายการโปรด (กรณีตั้งรายการโปรด)
ใส่หมายเลขบัญชีธนาคารหรือหมายเลขพร้อมเพย์ของผู้รับโอน และใส่ยอดเงินที่ต้องการโอน กรณีที่เลือกจากรายการโปรด ข้อมูลการโอนครั้งล่าสุดจะแสดงขึ้นมา คุณสามารถเปลี่ยนยอดเงินได้ตามที่ต้องการ จากนั้นกด ‘ตรวจสอบข้อมูล’
ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อผู้รับโอน (ชื่อตามบัญชี) หมายเลขบัญชีธนาคาร หรือหมายเลขพร้อมเพย์ จำนวนเงิน และค่าธรรมเนียม และกด ‘ยืนยัน’

นอกจากการโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว แอปธนาคารยังมีบริการอื่นที่สะดวกรวดเร็ว ไม่มีค่าธรรมเนียม และใช้บริการได้ 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง การ จ่ายบิลผ่านแอพ ที่เพียงสแกน Barcode หรือ QR Code ที่อยู่บนใบแจ้งหนี้ และการ กดเงินไม่ใช้บัตร ที่จะได้รหัสกดเงิน เพื่อใช้กดเงินที่เครื่อง ATM ของธนาคาร

เราสามารถป้องกันการ โอนเงินเข้าบัญชี ผิดโดยการตรวจสอบความถูกต้องของเลขที่บัญชีและชื่อผู้รับโอน จำนวนเงินที่ต้องการโอน ก่อนกด ‘ยืนยัน’ รวมถึงการตั้งบัญชีผู้รับโอนเป็นรายการโปรด หรือการตั้งค่าทำรายการล่วงหน้า

ทรัพย์สินรอการขาย ทรัพย์ธนาคาร https://krungthai.com/th/content/contact-us/properties-for-sale


2


ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านทางออนไลน์ การเปิดบัญชีฝากประจำนับว่าเป็นหนึ่งในบริการที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากความสะดวกสบายและความรวดเร็วที่ผู้ใช้บริการได้รับ ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดบัญชีฝากประจําออนไลน์ ว่าสามารถทำได้หรือไม่ และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

บัญชีฝากประจําออนไลน์คืออะไร?

บัญชีฝากประจําออนไลน์ เป็นบัญชีที่ให้บริการโดยธนาคารหรือสถาบันการเงิน ซึ่งผู้ฝากสามารถนำเงินไปฝากไว้ในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป การเปิดบัญชีประเภทนี้สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของธนาคารที่คุณเลือก

เปิดบัญชีเงินฝากประจําออนไลน์ได้ไหม?

คำตอบคือ "ได้" โดยส่วนใหญ่แล้วธนาคารชั้นนำในประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบการเปิดบัญชีฝากประจําออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยคุณสามารถทำการเปิดบัญชีได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเดินทางไปที่สาขา

ขั้นตอนการเปิดบัญชีฝากประจําออนไลน์

การเปิดบัญชีฝากประจำนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ดังนี้:

 1. เลือกธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชี

ก่อนอื่นคุณควรเลือกธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชีฝากประจํา โดยควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่างๆ ที่ธนาคารนั้นๆ เสนอ

 2. เตรียมเอกสารที่จำเป็น

เอกสารที่คุณต้องเตรียมมีดังนี้:
- บัตรประชาชนหรือเอกสารแสดงตัวตนที่ถูกต้อง
- เอกสารที่แสดงที่อยู่ เช่น บิลค่าน้ำหรือค่าไฟ
- หมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่

 3. เข้าสู่ระบบออนไลน์

เข้าสู่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของธนาคารที่คุณเลือก จากนั้นเลือกเมนู "เปิดบัญชีฝากประจํา"

 4. กรอกข้อมูลส่วนตัว

กรอกข้อมูลส่วนตัวตามที่ระบบร้องขอ เช่น ชื่อ-นามสกุล, วันเกิด, ที่อยู่, และข้อมูลการติดต่อ

 5. ยืนยันตัวตน

ธนาคารจะมีระบบยืนยันตัวตน เช่น การส่งรหัส OTP ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียน เพื่อความปลอดภัย

 6. ฝากเงินครั้งแรก

หลังจากที่เปิดบัญชีสำเร็จ คุณจะต้องทำการฝากเงินครั้งแรกตามจำนวนขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการโอนเงินจากบัญชีอื่นหรือการฝากเงินสดที่ตู้ ATM

 7. รับเอกสารยืนยัน

เมื่อทุกขั้นตอนเสร็จสิ้น คุณจะได้รับเอกสารยืนยันการเปิดบัญชีผ่านทางอีเมลหรือแอปพลิเคชันของธนาคาร

 ข้อดีของการเปิดบัญชีฝากประจําออนไลน์

- สะดวกสบาย: สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา
- รวดเร็ว: ใช้เวลาไม่นานในการเปิดบัญชี
- ดอกเบี้ยสูง: อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป


การเปิดบัญชีฝากประจําออนไลน์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและผลตอบแทนที่สูงจากการฝากเงิน หากคุณกำลังมองหาวิธีการออมเงินที่มีประสิทธิภาพ การเปิดบัญชีฝากประจำน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม




3
        ผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME ที่คิดกู้เงินมาขยายร้าน เพิ่มเงินหมุนเวียน หรือเปิดสาขาใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก การเลือกยื่นขอ หนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee หรือ LG) จากธนาคารเป็นทางออกที่ผ่านการอนุมัติง่ายกว่า ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจพร้อมสร้างความมั่นใจให้คู่ค้าว่าจะได้รับเงินตรงตามกำหนดเวลาแน่นอน

         สำหรับเจ้าของร้านค้ารายย่อยที่ยื่นขอ สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ จากธนาคารหรือสถาบันการเงินแล้วปรากฏว่าไม่ได้รับอนุมัติง่าย ๆ อาจมีคุณสมบัติบางอย่างไม่เหมาะ เช่น อายุ อาชีพ งาน รายได้ ประวัติการเงิน รวมไปถึงความสามารถในการจ่ายหนี้ เมื่อข้อใดข้อหนึ่งขาดตกบกพร่องไปธนาคารเห็นว่ามีความเสี่ยงจึงไม่ปล่อยกู้ สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก ให้คุณ เรามีทางออกมาแนะนำกันนั่นคือการขอหนังสือค้ำประกันเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือทำให้คู่ค้ามั่นใจและดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น

         ประโยชน์ของหนังสือค้ำประกันที่ธนาคารออกให้คือเป็นสัญญารับรองว่าธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินแทนให้ลูกค้าหรือคู่ค้าที่ผิดนัดชำระเงิน เรียกว่าคุ้มครองทั้งคนซื้อและคนขาย เมื่อลูกค้าผิดสัญญาสามารถเรียกร้องให้ธนาคารจ่ายแทนได้ภายในวงเงินที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกัน ซึ่งธนาคารจะพิจารณาวงเงินให้ตามความเหมาะสมและมีระยะเวลาการค้ำประกันขั้นต่ำ 90 วัน

จุดเด่นของหนังสือค้ำประกัน
เป็น สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ธนาคารอนุมัติง่ายและเร็ว
ธนาคารจะรับผิดชอบจ่ายเงินแทนกรณีที่ผิดนัดชำระหนี้
หนังสือค้ำประกันมีหลายประเภท ให้ความคุ้มครองเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้หลากหลาย เช่น สินเชื่อ รับเหมาก่อสร้าง เพิ่มเงินหมุนเวียนในธุรกิจ ขยายร้าน เติมสต็อก เปิดร้านสาขาใหม่ หรือเสริมความมั่นใจให้คู่ค้า
ใช้วางประกันแทนเงินสด พันธบัตร หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ในการยื่นประมูลหรือประกวดราคากับหน่วยงานรัฐหรือเอกชนได้

คุณสมบัติผู้ขอ หนังสือค้ำประกัน
บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจ
อายุระหว่าง 20 - 65 ปี
ธุรกิจมีผลประกอบการดี มีรายได้ประจำ
ยินยอมให้ธนาคารตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร มีประวัติทางการเงินดี
ยื่นเอกสารแสดงวัตถุประสงค์ของการค้ำประกันและเอกสารอื่น ๆ ตามที่ธนาคารกำหนด
ธนาคารจะเช็กคุณสมบัติของผู้ขอ สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ที่ผ่านมาโดยพิจารณาจากประวัติการค้างชำระหรือชำระล่าช้า หากเคยเบี้ยวหนี้มาก่อนมักจะไม่ได้รับความไว้วางใจปล่อยเงินกู้ให้โอกาสได้สินเชื่อก็น้อยลง สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ยังขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน เคยยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารแล้วเงียบหายอาจเป็นเพราะติดขัดเรื่องอายุของผู้กู้สินเชื่อ วงเงินกู้สูงกว่ารายได้ ความสามารถทางการเงินน่าเป็นห่วงว่าจะชำระล่าช้า ผ่อนจ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือมีภาระหนี้ต่อเดือนเกินกึ่งหนึ่งของรายได้ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ธนาคารไม่ผ่านอนุมัติสินเชื่อให้กับคุณง่าย ๆ

เมื่อรู้ว่าคุณสมบัติการขอกู้เงินไม่ครบถ้วน ควรตัดสินใจยื่นขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันให้ซึ่งขั้นตอนไม่ยุ่งยากและผ่านอนุมัติง่ายกว่าการขอ สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ สามารถนำไปวางค้ำประกันได้หลายวัตถุประสงค์ ช่วยสร้างความน่าเชื่อให้กับธุรกิจของคุณและช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคู่ค้าอีกด้วย



4


การวางแผนภาษีเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกครอบครัวควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องยื่นภาษีประจำปี การลดหย่อนภาษีสามารถช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ในบทความนี้เราจะพูดถึง 5 วิธีที่ช่วยให้ครอบครัวของคุณสามารถลดหย่อนภาษีได้ง่ายขึ้น

## 1. ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับบุตร

การมีบุตรสามารถช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้ โดยคุณสามารถขอรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับบุตรที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งจะช่วยลดฐานภาษีของคุณได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ หากบุตรของคุณเรียนต่อในระดับอุดมศึกษายังสามารถขอรับสิทธิ์ลดหย่อนเพิ่มเติมได้อีกด้วย

## 2. การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

การลงทุนใน RMF เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้ โดยคุณสามารถนำเงินที่ลงทุนใน RMF มาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี นอกจากนี้ การลงทุนใน RMF ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษียณอายุในอนาคต

## 3. ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ

การทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณมีความคุ้มครองในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด แต่ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย โดยคุณสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด

## 4. ค่าใช้จ่ายในการศึกษา

หากคุณมีบุตรที่กำลังศึกษาอยู่ คุณสามารถนำค่าใช้จ่ายในการศึกษาไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งรวมถึงค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้สิทธิ์นี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้อย่างมาก

## 5. การบริจาคเพื่อการกุศลe donation ลดหย่อนภาษี บริจาคเงินออนไลน์
การบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้กับองค์กรการกุศลโอนเงินทำบุญออนไลน์ สามารถช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้ ทั้งทางตรงและทําบุญออนไลน์ โดยคุณสามารถนำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด การบริจาคไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณประหยัดภาษี แต่ยังเป็นการทำบุญและช่วยเหลือสังคมในเวลาเดียวกัน

การลดหย่อนภาษีสำหรับครอบครัวไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณรู้จักวิธีการและสิทธิ์ที่สามารถใช้ได้ การวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มากขึ้นในระยะยาว อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และวิธีการลดหย่อนภาษีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ และหากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม





5


ในชีวิตประจำวันของเรา อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน การทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการอยู่ที่บ้าน การมีประกันอุบัติเหตุจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อให้เราได้รับความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประกันอุบัติเหตุและความจำเป็นในการมีประกันนี้ในชีวิตประจำวันกัน

 ประกันอุบัติเหตุคืออะไร?

ประกันอุบัติเหตุ (Accident Insurance) เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยคุ้มครองผู้เอาประกันในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยประกันอุบัติเหตุจะจ่ายเงินชดเชยตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยรายได้ในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้ หรือเงินชดเชยในกรณีที่เกิดการเสียชีวิต

 ทำไมต้องมีประกันอุบัติเหตุ?

 1. คุ้มครองค่าใช้จ่ายทางการแพทย์

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอาจสูงมาก ประกันอุบัติเหตุจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเงินในช่วงเวลาที่คุณต้องการการรักษา

 2. ชดเชยรายได้

ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและทำให้ไม่สามารถทำงานได้ ประกันอุบัติเหตุจะช่วยชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป ทำให้คุณสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้โดยไม่ต้องเครียดเรื่องการเงิน

 3. ความมั่นใจในการใช้ชีวิต

การมีประกันอุบัติเหตุช่วยให้คุณมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน คุณสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ โดยรู้ว่าคุณมีการคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

 ประกันอุบัติเหตุมีประเภทใดบ้าง?

ประกันอุบัติเหตุมีหลายประเภท ซึ่งรวมถึง:

- ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล: คุ้มครองผู้เอาประกันในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุส่วนบุคคล
- ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม: คุ้มครองกลุ่มคน เช่น พนักงานในองค์กร
- ประกันอุบัติเหตุเดินทาง: คุ้มครองในระหว่างการเดินทาง

 คำแนะนำในการเลือกประกันอุบัติเหตุ

เมื่อคุณตัดสินใจที่จะทำประกันอุบัติเหตุ ควรพิจารณาเงื่อนไขและความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ เช่น:

- วงเงินคุ้มครอง: ควรเลือกวงเงินที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น
- เงื่อนไขการจ่ายเงิน: ตรวจสอบว่าเงื่อนไขการจ่ายเงินเป็นอย่างไร
- ความน่าเชื่อถือของบริษัทประกัน: ควรเลือกบริษัทที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือ



การมีประกันอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณได้รับการคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทั้งนี้การเลือกประกันที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ หากคุณยังไม่มีประกันอุบัติเหตุ ลองพิจารณาทำในวันนี้ เพื่อความปลอดภัยและความคุ้มครองที่ดีกว่าในอนาคต



6
  เชื่อว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่ต้องการฝากเงิน เปิดบัญชีให้ลูก เพื่อการเก็บออมเงินไว้ใช้ในอนาคต มักนึกถึงธนาคารออมสินเป็นหลัก เพราะเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่มีผลิตภัณฑ์เงินฝากสำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว  ธนาคารพาณิชย์แทบทุกแห่งได้ออกผลิตภัณฑ์สำหรับการออมเงินของเด็ก หรือสำหรับให้พ่อแม่ เปิดบัญชีให้ลูก เพื่อฝากเงินด้วยตนเอง โดยสามารถเปิดบัญชีเป็นชื่อของตัวเด็กเองได้ตั้งแต่อายุ 7 ปีเป็นต้นไป โดยผลิตภัณฑ์เงินฝากสำหรับผู้เยาว์ที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการปลูกฝังการออมให้กับลูกนั้นได้แก่

1. ผลิตภัณฑ์เงินฝากของธนาคารกรุงเทพ ประเภทบัญชีสินมัธยะทรัพย์ทวี บัวหลวงคิดส์ เป็นบัญชีเงินฝากที่สามารถฝากเงินได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 14 ปี สามารถฝากได้ตั้งแต่ 500-25,000บาท โดยสามารถฝากเงินได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นบัวหลวงโฟน เครื่องเอทีเอ็ม หรือแอปพลิเคชันของธนาคารกรุงเทพ ทั้งนี้เงินฝากประเภทนี้ยังมีจุดเด่นที่ดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับจะไม่ต้องเสียภาษี และเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าเงินฝากประจำแบบ 12 เดือนด้วย อาทิ กรณีที่ฝากเงินในบัญชีนี้เป็นเวลา 24 เดือน ก็จะได้รับดอกเบี้ยในอัตรา 2.25%

2. ผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์พิเศษสำหรับผู้เยาว์ของธนาคารกรุงไทย พ่อแม่ที่ต้องการ เปิดบัญชีให้ลูก ในประเภทเงินฝากแบบนี้จะต้องฝากเงินเข้าบัญชีครั้งแรกจำนวน 2,000 บาท ส่วนครั้งต่อไปไม่กำหนดจำนวนขั้นต่ำ แต่สูงสุดต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยสามารถโอน ฝาก ถอนได้ไม่จำกัดครั้ง และไม่จำเป็นต้องฝากทุกเดือน จึงถือว่าช่วยลดข้อผูกมัดที่บางครอบครัวกังวลว่าไม่สามารถฝากได้เป็นประจำด้วย ทั้งนี้หลังจากผู้ฝากเงินบัญชีประเภทนี้มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ ทางธนาคารจะปรับเงินฝากบัญชีออมทรัพย์พิเศษสำหรับผู้เยาว์เป็นบัญชีออมทรัพย์ตามปกติของธนาคารโดยอัตโนมัติ ส่วนอัตราดอกเบี้ยจากเงินฝากประเภทนี้เป็นอัตราเดียวกันกับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปกติของธนาคาร โดยจะมีการจ่ายดอกเบี้ยให้ทุก ๆ วันสิ้นเดือน เข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษสำหรับผู้เยาว์ แต่ในกรณีที่มียอดเงินฝากมากกว่าเงินที่ถอน จะได้โบนัสพิเศษในอัตรา 100% ของดอกเบี้ยที่ได้รับอีกด้วย

3. ผลิตภัณฑ์เงินฝากประเภท “ฝากประจำออมเพื่อลูก” จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นบัญชีฝากประจำรายเดือนสำหรับผู้ที่มีอายุไม่เกิน 19 ปี โดยเปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาท เงื่อนไขของบัญชีเงินฝากแบบนี้คือจะต้องฝากเงินเท่ากันทุกเดือน โดยมีให้เลือกแบบฝาก 24 เดือน ซึ่งฝากได้สูงสุดไม่เกินเดือนละ 25,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 1.9% และ 36 เดือนสูงสุดไม่เกิน 16,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2.2% โดยดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝากประเภทนี้จะไม่ต้องเสียภาษี

ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์เงินฝากสำหรับผู้เยาว์ของ 3 ธนาคารพาณิชย์นี้ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการ เปิดบัญชีให้ลูก ได้ฝากและออมเงินด้วยตัวเอง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารพาณิชย์ของแต่ละผลิตภัณฑ์
   


7

   ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเป็นครั้งแรกคงไม่รู้ว่าสินเชื่อ OD หรือ overdraft คือ อะไร? เพราะผลิตภัณฑ์ทางการเงินดังกล่าวไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก และหลายคนมักคุ้นเคยกับสินเชื่อทั่วไปไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อเพื่อการทำธุรกิจมากกว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อ OD มาให้ทุกคนรู้จักกันได้ง่าย ๆ แล้วดังนี้

รู้จักกับสินเชื่อ เงินเบิกเกินบัญชี คือ อะไร ทำไมคนทำธุรกิจควรรู้
สินเชื่อ od คือ สินเชื่อรูปแบบหนึ่งที่เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจที่มองหาแหล่งเงินกู้ด่วน ซึ่งสถาบันการเงินจะเสนอวงเงินกู้ให้ใช้จ่ายตามที่ต้องการ โดยวงเงินกู้มีตั้งแต่หลักแสน ไปจนถึงหลักสิบล้าน
ข้อดีของสินเชื่อ OD คือ ยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อทั่วไป เนื่องจากได้เงินในรูปแบบของเงินเบิกเกินบัญชี ทำให้สามารถใช้เงินมากกว่าเงินคงเหลือในบัญชีได้

ส่วนเรื่องดอกเบี้ย odจะคิดก็ต่อเมื่อมีการใช้เงินเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ใช้ก็ไม่มีการคำนวณดอกเบี้ย ในขณะที่สินเชื่อทั่วไปอย่างสินเชื่อรถยนต์หรือสินเชื่อบ้านจะคิดดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ และต้องผ่อนชำระตามยอดที่กำหนดอีกด้วย ทำให้สินเชื่อ OD มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินมากกว่า
ด้านข้อเสียของสินเชื่อ OD คือ อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อทั่วไปพอสมควรและคิดดอกเบี้ยเป็นรายเดือนด้วย ทำให้เมื่อใช้เงินในส่วนของ OD แล้ว จำเป็นต้องหาเงินมาคืนโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นได้จ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปแน่นอน

กรณีใดบ้างที่ควรขอสินเชื่อ od ไม่มี หลักประกัน
   1.จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบ
   เจ้าของธุรกิจน้อยครั้งที่จะใช้เงินของตนเองซื้อวัตถุดิบ เพราะต้องเก็บเงินสดไว้หมุนเวียนกับเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือการบริหารกิจการ แต่ถ้าเกิดปัญหาหมุนเงินไม่ทัน เช่น ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลกะทันหัน สินเชื่อ OD จะช่วยให้คุณหาเงินมาซื้อของเข้าร้านต่อได้ ทำให้การบริหารธุรกิจดำเนินต่อได้โดยไม่ติดขัด และเมื่อขายของได้แล้วก็ค่อยนำเงินมาจ่ายคืนสินเชื่อ OD นั่นเอง
   2.เก็บเงินลูกหนี้การค้าไม่ได้
   อย่างที่เจ้าของธุรกิจทราบกันดีว่าระยะเวลาการเก็บเงินลูกหนี้การค้า เช่นมีตั้งแต่ 30 60 ไปจนถึง 90 วัน ทำให้ระหว่างรอเก็บเงินลูกหนี้ ก็ไม่สามารถหาเงินสดมาจ่ายค่าพนักงาน หรือค่าเช่าได้ แต่สินเชื่อ OD จะช่วยให้คุณมีเงินมาหมุนเวียนกิจการ และจ่ายเงินค่าใช้จ่ายประจำได้อยู่
แนะนำสินเชื่อ OD ให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง
   สินเชื่อคู่ค้าพารวย
   สินเชื่อ OD ที่ไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.8% ต่อเดือน และสามารถปรับวงเงินตามขนาดของธุรกิจที่ขยายขึ้นได้ในอนาคต
   ดังนั้นเมื่อทราบคำตอบแล้วว่าสินเชื่อ OD คือ อะไรไม่เหมือนจากเงินกู้ทั่วไปอย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่จึงไม่ควรนำสินเชื่อ OD ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะอัตราดอกเบี้ยคิดทุกเดือน แถมไม่มีระยะเวลากำหนดคำนวณดอกเบี้ยชัดเจนเหมือนกับดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไป เช่น ผ่อน 48 เดือน หรือผ่อน 84 เดือน ทำให้รู้ตัวอีกที่ก็อาจเสียดอกเบี้ยจำนวนไม่น้อยแล้วนั่นเอง

8

ในยุคที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเลือกสินเชื่อเงินกู้ที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในคำถามที่หลายคนมักสงสัยคือ สินเชื่อเงินกู้แบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกันนั้นต่างกันอย่างไร? ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจในรายละเอียดของสินเชื่อทั้งสองประเภทนี้

สินเชื่อเงินกู้แบบมีหลักประกัน

- ความหมายและลักษณะ
สินเชื่อเงินกู้แบบมีหลักประกัน (Secured Loan) คือ สินเชื่อที่ผู้กู้ต้องใช้ทรัพย์สิน เช่น บ้านหรือรถยนต์ เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ โดยธนาคารหรือสถาบันการเงินจะถือหลักประกันนี้ไว้จนกว่าผู้กู้จะชำระเงินกู้ครบถ้วน

- ข้อดี
อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า: เนื่องจากมีหลักประกัน ธนาคารจึงมีความเสี่ยงน้อยลง ทำให้สามารถเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า
วงเงินกู้สูง: ผู้กู้สามารถขอวงเงินสูงขึ้นได้ตามมูลค่าของหลักประกัน
โอกาสอนุมัติสูง: การมีหลักประกันช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ

- ข้อเสีย
ความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สิน: หากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารอาจยึดหลักประกัน
ขั้นตอนการขอสินเชื่อที่ยุ่งยาก: ต้องมีการประเมินมูลค่าหลักประกันและเอกสารที่ซับซ้อน

สินเชื่อเงินกู้แบบไม่มีหลักประกัน

- ความหมายและลักษณะ
สินเชื่อเงินกู้แบบไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) คือ สินเชื่อที่ไม่ต้องใช้หลักประกันใด ๆ โดยผู้กู้จะต้องมีเครดิตที่ดีเพื่อให้สามารถขอสินเชื่อนี้ได้

- ข้อดี
ไม่ต้องเสี่ยงสูญเสียทรัพย์สิน: เนื่องจากไม่มีหลักประกัน ผู้กู้เงินไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียทรัพย์สิน
ขั้นตอนการขอสินเชื่อที่ง่ายกว่า: การขอสินเชื่อประเภทนี้มักจะมีขั้นตอนที่รวดเร็วและไม่ยุ่งยาก

- ข้อเสีย
อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า: เนื่องจากไม่มีหลักประกัน ธนาคารจึงมีความเสี่ยงสูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นตามไปด้วย
วงเงินกู้ต่ำกว่า: ผู้กู้มักจะได้รับวงเงินกู้ที่ต่ำกว่าการขอสินเชื่อแบบมีหลักประกัน

สรุปความแตกต่าง
โดยสรุปแล้ว สินเชื่อเงินกู้แบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกันมีความแตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของความเสี่ยง อัตราดอกเบี้ย และขั้นตอนการขอสินเชื่อ ผู้กู้ควรพิจารณาความต้องการและสถานการณ์ทางการเงินของตนเองก่อนตัดสินใจเลือกประเภทสินเชื่อที่เหมาะสม

การตัดสินใจเลือกสินเชื่อ

       หากคุณกำลังพิจารณาขอสินเชื่อ ควรทำการวิเคราะห์ข้อมูลและเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของทั้งสองประเภทอย่างละเอียด นอกจากนี้ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหรือธนาคารก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น

       หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมหรือสนใจขอสินเชื่อ สามารถติดต่อเราหรือเข้าไปที่เว็บไซต์ของสถาบันการเงินที่คุณสนใจเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย!


9
   ในโลกแห่งยุคดิจิทัล การ โอนเงินเข้าบัญชี ปลายทาง ทั้งบัญชีธนาคารเดียวกัน บัญชีต่างธนาคาร หรือแม้แต่การโอนเงินไปยังบัญชีต่างประเทศกลายเป็นเรื่องง่าย คนไทยจำนวนมากรู้วิธี โอนเงินผ่านแอพ เป็นอย่างดีเนื่องจากในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้คนจำเป็นต้องจำกัดการเดินทางออกนอกบ้าน แต่ก็ยังต้องทำธุรกรรมด้านการเงินต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ แต่สำหรับใครที่ยังรู้สึกลังเล ไม่มั่นใจที่จะทำรายการ โอนเงินผ่านแอพ ด้วยตนเอง วันนี้เราจะมาแนะนำขั้นตอนง่าย ๆ ทำได้ทันที รวมถึงคำเฉลยของคำถามที่ว่า เราสามารถกดเงินไม่ใช้บัตรจากตู้เอทีเอ็มต่างธนาคารได้หรือยัง รายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ไปดูพร้อมกันเลย

วิธีโอนเงิน ผ่านแอพธนาคารบนมือถือ

- เปิดแอพธนาคารบนมือถือขึ้นมา จากนั้นกรอกรหัสเข้าใช้งาน
- เลือกเมนู โอนเงิน จากนั้นเลือกเมนูเพื่อระบุบัญชีปลายทาง เช่น โอนระหว่างบัญชีของตนเอง โอนไปยังบัญชีธนาคารเดียวกัน โอนต่างธนาคาร หรือโอนเงินต่างประเทศ
กรอกรายละเอียดตามที่แอพกำหนดไว้ เช่น เลขบัญชีปลายทาง และยอดเงินโอน ในกรณีโอนเงินต่างประเทศ ต้องกรอกรายละเอียดมากหน่อย เช่น ข้อมูลของเราเอง ข้อมูลของบัญชีปลายทาง รวมถึงสกุลเงินของยอดเงินที่ต้องการโอนด้วย
- กดยืนยันทำรายการโอนเงิน กรอกรหัสอีกครั้ง
- รายการโอนเงินเสร็จสิ้น สลิปโอนเงินจะถูกบันทึกลงในสมาร์ทโฟน ผู้โอนสามารถส่งสลิปให้กับผู้รับเงินโอน เพื่อแสดงหลักฐานการโอนเงินได้ทันที 
- สำหรับใครที่กังวลเรื่อง ค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า การโอนผ่านแอพได้รับการยกเว้น ค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร ตามความถี่ และจำนวนครั้งที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนดไว้ ซึ่งการใช้งานของบุคคลธรรมดาทั่วไป ก็มักจะไม่เกินความถี่ หรือจำนวนครั้งที่กำหนดไว้อยู่แล้ว พูดง่าย ๆ ว่าฟรีค่าธรรมเนียมการโอนต่างธนาคารนั่นเอง 

         สำหรับใครที่ไม่ถนัดใช้แอพเพื่อการโอน แต่ต้องการ จ่ายบิลผ่านแอพ จ่ายประกันสังคมออนไลน์ จ่ายประกันสังคมมาตรา 40 ก็สามารถใช้งานแอพธนาคารบนมือถือเพื่อจ่ายบิลออนไลน์ได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกัน เพียงเปิดใช้งานแอพแล้วเลือกเมนู สแกนบารโค้ด/คิวอาร์โค้ด แล้วสแกนจากบิลโดยตรง หรือเลือกรูปคิวอาร์โค้ดที่เซฟไว้ แล้วรอให้ระบบทำงาน กรอกยอดเงินที่ต้องการจ่ายลงไป แล้วกรอกรหัสยืนยันอีกทีก็เป็นอันเสร็จสิ้น หรือหากไม่มีบิล ก็สามารถเลือกเมนู “จ่ายบิล” แล้วกดเลือกประเภทการจ่ายบิลไล่เรียงตามลำดับไปเรื่อย ๆ ตามที่แอพกำหนด ก็สามารถจ่ายบิลค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา จ่ายประกันสังคม ค่ามือถือหลากค่ายได้แล้ว ถ้ายังไม่เคยทำ ก็ลองเข้าแอพไปเล่นดู บอกเลยว่าง่ายสุด ๆ 
มาถึงคำเฉลยของการ กดเงินไม่ใช้บัตร ต่างธนาคาร น่าเสียดายที่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถ กดเงินไม่ใช้บัตร ต่างธนาคารได้ แต่ลูกค้าของธนาคารต่าง ๆ ก็ได้รับความสะดวกสบายจากฟังก์ชันการใช้งานนี้กันอย่างแพร่หลาย ก็ต้องมาร่วมลุ้นไปพร้อมกันว่าในอนาคตจะสามารถกดเงินแบบไม่ใช้บัตรที่ตู้เอทีเอ็มต่างธนาคารได้หรือไม่ ถึงวันนั้นความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินคงเพิ่มขึ้นอย่างมากทีเดียว

จ่ายประกันสังคมมาตรา 39 ผ่านแอพธนาคาร https://krungthai.com/th/personal/cash-management/payment-and-top-up/611



10

   การลงทุนในกองทุนรวมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดี ซึ่งกองทุนรวมนั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการลงทุนมาช่วยบริหารเงินจากนักลงทุน โดยจะนำไปซื้อสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ให้ได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วน แต่กองทุนรวมนั้นมีหลายประเภทซึ่งทำให้หลายคนเกิดความลังเลว่า จะลงทุนกองทุนประเภทไหนดี วิธี สมัครกองทุนรวม ทำอย่างไร การลงทุนมีขั้นตอนอะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบมาให้คุณ

ขั้นตอนการเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนแบบออนไลน์ผ่านแอป Krungthai Next   
   การซื้อขายกองทุนรวมนั้นสามารถทำได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งทางธนาคารกรุงไทยก็มีบริการกองทุนรวมให้เลือกลงทุนตามความสนใจ โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

- เปิดบัญชีกองทุน
   โดยผู้ที่มีบัญชีธนาคารกรุงไทยอยู่แล้ว และใช้งานแอปพลิเคชัน Krungthai Next สามารถ เปิดบัญชีกองทุน ได้ด้วยตนเอง โดยเข้าไปที่เมนูกองทุนที่หน้าจอแอปพลิเคชัน จากนั้นกดเปิดบัญชีกองทุนรวม ซึ่งระบบจะแจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขการเปิดบัญชีกองทุน จากนั้นกดยอมรับแล้วกดปุ่มต่อไป ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการยืนยันตัวตนด้วยระบบดิจิทัล โดยให้เรากรอกรหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชนลงไปเพื่อตรวจสอบ  จากนั้นก็เป็นการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น ประกอบด้วย อาชีพ ที่อยู่ รายได้ วัตถุประสงค์ในการลงทุน เมื่อข้อมูลถูกต้องให้กดยืนยัน เพียงเท่านี้เราก็ สมัครกองทุนรวม สำเร็จแล้ว

- การซื้อกองทุน
   เมื่อเราสามารถ เปิดบัญชีกองทุนรวม ในขั้นตอนแรกสำเร็จแล้ว ให้เราเลือกเมนูซื้อกองทุน โดยเลือกกองทุนที่เราสนใจเพื่อทำการซื้อหน่วยลงทุนได้ เงื่อนไขการซื้อของแต่ละกองทุนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราควรศึกษาข้อมูลเสียก่อน เมื่อเลือกกองทุนที่ต้องการได้แล้ว ให้ใส่จำนวนเงินที่ต้องการซื้อ กดยืนยันและใส่รหัส PIN 6 หลัก ก็ทำการซื้อกองทุนได้แล้ว

- การขายกองทุน
   ในส่วนของการขายกองทุนนั้นให้เข้าไปที่เมนูขายกองทุนและทำตามขั้นตอนเช่นเดียวกับการซื้อกองทุน โดยแต่ละกองทุนอาจมีเงื่อนไขการขายที่แตกต่างกัน เช่น ต้องแจ้งการขายล่วงหน้า หรือเมื่อยืนยันการขายแล้วต้องรอ 3 - 5 วัน ทำการจึงจะได้เงินจากการขาย เป็นต้น

เทคนิคการเลือกซื้อกองทุน

- เลือกนโยบายของกองทุน
   กองทุนรวมนั้นมีลักษณะการลงทุนที่แตกต่างกัน เช่น ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารหุ้น หุ้นต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น และยังมีเงื่อนไขการซื้อขายต่อหน่วยที่ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ยังมีกองทุนประเภทที่มีการปันผลระหว่างปีกับกองทุนที่ไม่มีปันผลแต่ได้รับผลตอบแทนเป็นกำไรในการลงทุน เราจึงต้องเลือกกองทุนประเภทที่เราต้องการเป็นหลัก

- ผลการดำเนินงานย้อนหลัง
   ก่อนการลงทุนควรดูข้อมูลย้อนหลังของกองทุนปีที่ผ่านมาและหากกองทุนเปิดมานานให้ดูย้อนหลัง 5 ปี การดูผลการดำเนินงานย้อนหลังจะทำให้เราทราบถึงทิศทางการดำเนินงาน ผลกำไรของกองทุน อันจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณาการซื้อกองทุนของเราได้

- ประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยง
          การลงทุนในกองทุนรวมแต่ละกองทุนนั้น มีอัตราความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีข้อมูลการลงทุนให้ทราบก่อนเสมอว่ากองทุนนั้นเน้นใช้เงินไปกับสินทรัพย์ประเภทใด มีความเสี่ยงระดับใด เราจึงควรเลือกให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้จากการลงทุน เสี่ยงมากก็จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนมาก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนมากเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการแบบใด
   
ธนาคารกรุงไทยนั้นมีบริการซื้อขายกองทุนรวมให้เลือกมากมายหลายประเภท มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเงินของเราเพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากเงินในธนาคารและสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้มั่นใจได้ว่าเงินที่เราลงทุนไปนั้นจะสร้างผลตอบแทนกลับมาอย่างงดงาม



11


การสร้างบ้านเป็นหนึ่งในความฝันที่หลายคนมี แต่การกู้เงินเพื่อสร้างบ้านครั้งแรกอาจทำให้คุณรู้สึกกังวลและไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงขั้นตอนการกู้ปลูกบ้าน รวมถึงเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 1. ทำความเข้าใจกับความต้องการของคุณ

ก่อนที่คุณจะเริ่มกระบวนการกู้สร้างบ้าน สิ่งแรกที่คุณควรทำคือการระบุความต้องการและงบประมาณในการสร้างบ้านของคุณ การตั้งงบประมาณที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณทราบว่าคุณต้องการเงินทุนเท่าไหร่ และจะต้องกู้เงินปลูกบ้านจากที่ไหน

 1.1 ประเมินค่าใช้จ่าย

การสร้างบ้านมีค่าใช้จ่ายหลายประเภท เช่น ค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง ค่าตกแต่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรทำการสำรวจและประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อให้คุณมีภาพรวมที่ชัดเจน

 2. สำรวจแหล่งเงินทุน

เมื่อคุณมีงบประมาณที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการสำรวจแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมสำหรับการกู้เงินสร้างบ้าน

 2.1 สถาบันการเงิน

คุณสามารถกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่มีบริการสินเชื่อเพื่อสร้างบ้าน โดยควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการกู้ยืมของแต่ละแห่ง

 2.2 สินเชื่อบ้าน

สินเชื่อบ้านมักมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการกู้เงินทั่วไป และมีระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยาวนาน ทำให้เหมาะสำหรับการสร้างบ้าน

 3. เตรียมเอกสารที่จำเป็น

การเตรียมเอกสารที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญในการขอกู้เงิน โดยเอกสารที่จำเป็นมักจะรวมถึง:

- สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
- เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้
- แผนการสร้างบ้านและประมาณการค่าใช้จ่าย
 4. การยื่นขอสินเชื่อ
เมื่อคุณเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการยื่นขอสินเชื่อ โดยคุณสามารถทำได้ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่คุณเลือก
 4.1 การสัมภาษณ์

ในบางกรณี คุณอาจต้องเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อให้ธนาคารประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ ควรเตรียมตัวให้พร้อมและตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา
 5. การติดตามผล
หลังจากยื่นขอสินเชื่อแล้ว ควรติดตามผลการอนุมัติจากธนาคารอย่างใกล้ชิด หากมีเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ธนาคารต้องการ คุณควรจัดเตรียมให้พร้อม
 6. สรุปและคำแนะนำ
การกู้เงินสร้างบ้านครั้งแรกอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่หากคุณมีการวางแผนที่ดีและเตรียมตัวอย่างถูกต้อง คุณก็สามารถทำให้ความฝันในการมีบ้านเป็นของตัวเองเป็นจริงได้

การเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมและการเตรียมเอกสารที่ครบถ้วนจะช่วยให้คุณสามารถกู้เงินได้อย่างราบรื่น อย่าลืมศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจ หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมหรือต้องการคำแนะนำ สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหรือธนาคารที่คุณสนใจได้เลย!

ผ่อนบ้านกับธนาคาร https://krungthai.com/th/personal/loan/housing-loan/16


12


      หากกำลังมองหาช่องทางการออมที่ไม่ต้องใช้เงินก้อนทั้งยังสามารถวางแผนการเงินเพื่อการออมและการใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินเดือนประจำ รวมไปถึงนักเรียนนักศึกษาที่มีรายได้ไม่มากนักแต่อยากมีเงินเก็บ ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วย เงินฝากประจำปลอดภาษี ช่องทางการออมเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง

       เงินฝากปลอดภาษี คือ บัญชีเงินฝาก ประจำประเภทหนึ่งที่สามารถเลือกวงเงินฝากได้ตั้งแต่ 1,000 - 25,000 บาท และต้องนำฝากในจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือน ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด เช่น 12 เดือน 24 เดือน 36 เดือน หรือ 48 เดือน เมื่อครบตามสัญญาจะได้รับผลตอบแทนเป็น ดอกเบี้ยเงินฝาก ในอัตราสูงและได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ย ซึ่งต่างกับบัญชีเงินฝากทั่วไปที่ต้องมีการหักภาษีดอกเบี้ย 15%

เมื่อเปิดบัญชีเงินฝากประจําที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงและได้รับการยกเว้นภาษี จึงมีเงื่อนไขในการเปิดบัญชี ดังนี้   

หนึ่งคนเปิดบัญชีเงินฝากปลอดภาษีได้เพียงหนึ่งบัญชีเท่านั้น
ต้องนำฝากด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันทุกเดือนจนครบตามสัญญา ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เท่ากับการเปิดบัญชีครั้งแรก เช่น เปิดบัญชีด้วยเงิน 1,000 บาท เดือนถัดมาและทุก ๆ เดือนก็ต้องฝาก 1,000 บาทเช่นกัน โดยจะนำฝากวันที่เท่าไรของเดือนก็ได้ แต่ขาดฝากได้ไม่เกิน 2 ครั้ง
หากขาดฝากเกิน 2 ครั้ง หรือไม่ทำตามสัญญา ธนาคารมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ดอกเบี้ยหรือปรับลดดอกเบี้ยให้เท่ากับบัญชีออมทรัพย์ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร
จำนวนเงินขั้นต่ำในการนำฝากส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 1,000 บาท และไม่เกิน 25,000 บาท หรือรวมตลอดระยะเวลาการเปิดบัญชีไม่เกิน 600,000 บาท
เมื่อทราบเงื่อนไขของเงินฝากปลอดภาษีแล้วลองมาดูอัตรา ดอกเบี้ยเงินฝาก กันบ้าง ที่กล่าวว่าเงินฝากปลอดภาษีเป็นบัญชีเงินฝากประจําดอกเบี้ยสูงนั้นสามารถอธิบายให้เห็นได้อย่างชัดเจนด้วย KTB Zero Tax MAX เงินฝากปลอดภาษี ฝากประจํา 12 เดือน ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ดังนี้
ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน (บุคคลธรรมดา) วงเงินต่ำสุด + 0.75% ต่อปี     
ดอกเบี้ยฝากประจำ 36 เดือน (บุคคลธรรมดา) วงเงินต่ำสุด + 1.00% ต่อปี         
ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยของทุกธนาคารจะให้ผลตอบแทนตามสัญญาเฉพาะกรณีที่นำฝากครบตามสัญญาเท่านั้น

ข้อดีของ เงินฝากปลอดภาษี
วางแผนทางการเงินได้ชัดเจนและง่ายขึ้น เนื่องจากสามารถเลือกจำนวนเงินฝากและระยะเวลาการฝากได้ตามความพึงพอใจ ยิ่งฝากนานยิ่งได้รับผลตอบแทนสูง   
ได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ในขณะที่เงินฝากประจำทั่วไปนั้นจะถูกหักภาษีดอกเบี้ย 15%
เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยและให้ผลตอบแทนสูงกว่าบัญชีเงินฝากประเภทอื่น
มีความปลอดภัยสูงด้วยกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก       
เนื่องจากต้องนำฝากทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยสร้างประวัติการเงินที่ดีเอื้อต่อการขอสินเชื่อในอนาคต
เป็นเงินเก็บเพื่ออนาคตและมีเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

เริ่มต้นการออมทีละเล็กทีละน้อยตามกำลังของตน หากมีวินัยในการออมที่ดีก็จะมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำด้วยบัญชีเงินฝากปลอดภาษี ซึ่งในยุคนี้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยการตัดบัญชีอัตโนมัติโดยไม่จำเป็นต้องไปฝากที่ธนาคารทุกเดือนให้เสียเวลา ก่อนเปิดบัญชีเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูงอย่าลืมเช็กอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งที่ธนาคารทุกแห่งใกล้บ้านหรือผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารที่คุณใช้บริการอยู่


13

      ตั้งแต่เข้าปี 2567 มาราคาน้ำมันก็เพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง และยังดูไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเลย หลายคนจึงเริ่มกังวลกับการที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และตั้งคำถามว่าเป็นเพราะอะไร ? ถ้าอยากรู้ ในบทความของเราวันนี้มีคำตอบ พร้อมแนะนำ บัตรเติมน้ำมัน โปรโมชั่นดีทางรอดในยุคน้ำมันแพง ถ้าพร้อมแล้วตามไปดูกันเลย

น้ำมันราคาแพง เกิดจากอะไร?

        สาเหตุหลักของการที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นก็น่าจะมาจากการปรับลดการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC+ ที่ขยายเวลาไปถึง Q2/2567 รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงตึงเครียด และวิกฤตการณ์ในทะเลแดงที่ถูกโจมตีโดยกบฏฮูตี อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากไม่สามารถผ่านทะเลแดงได้ จึงต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางใต้สุดของทวีปแอฟริกาแทน ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น

   ความผันผวนของราคาน้ำมันไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมไปถึงอีกหลายประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน แต่อย่าเพิ่งกังวลมากเกินไป เพราะวันนี้เรามีวิธีรับมือกับน้ำมันราคาแพงมาแนะนำให้ทุกคนได้ลองนำไปปรับใช้

วิธีรับมือน้ำมันราคาแพง

         สิ่งพอจะทำได้ก็คือการวางแผนการเดินทาง พยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่รถติด หรือสลับไปใช้รถสาธารณะในวันที่ไม่เร่งรีบ หรือจุดหมายปลายอยู่ในโลเคชั่นที่เดินทางสะดวก หากใครต้องใช้เส้นทางเดียวกันไปด้วยกันก็ประหยัดดี ส่วนใครที่มีความจำเป็นต้องขับรถทุกวัน ก็อย่าลืมหมั่นตรวจสภาพรถ เช็กลมยาง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ฯลฯ เพื่อให้รถทำงานได้อย่างมีเต็มประสิทธิภาพ โดยที่เครื่องยนต์ไม่ต้องทำงานหนัก และลดการสิ้นเปลืองพลังงาน

         อีกหนึ่งเคล็ดลับที่อยากแนะนำคือการใช้ “บัตรเครดิตเติมน้ำมัน” เพราะนอกจากความสะดวกสบายในการใช้จ่ายที่ไม่ต้องพกเงินสดแล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์มากมายพ่วงมาด้วย เช่น รับ Cashback เงินคืน หรือสะสมคะแนนที่สามารถนำไปแลกเป็นของรางวัล ส่วนลดค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้อีกเพียบ!

โปรโมชั่น บัตรเครดิตเติมน้ำมัน
ลองมาดูตัวอย่างโปรดี ๆ จากการใช้ บัตรเครดิตเติมน้ำมัน เช่น หากคุณใช้บัตรเครดิตกรุงศรี จะเพิ่มความคุ้มได้ถึง 2 ต่อ

คุ้มที่หนึ่ง รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3% เพียงเติมน้ำมันที่ปั๊มบางจาก ทุกสาขาทั่วไทย ครบทุก 800 บาท / สลิป

คุ้มที่สอง แลกพอยต์รับเครดิตเงินคืนได้อีก 10% โดยไม่มียอดเติมน้ำมันขั้นต่ำต่อสลิป แลกทุก 500 พอยต์ จะเท่ากับได้เครดิตเงินคืนอีก 50 บาท หรือจะเก็บพอยต์ไว้แลกรับส่วนลดเติมน้ำมัน ก็จะเซฟพอยต์ได้สูงสุดถึง 18%* โดยใช้คะแนนแลกผ่าน UCHOOSE เลือกเมนูคะแนนสะสม สำหรับปั๊มบางจาก, พีที และซัสโก้ ใช้เพียง 899 พอยต์ (ปกติ 1,100 พอยต์) แลกรับ E-Voucher ส่วนลดน้ำมันมูลค่า 100 บาท ส่วนปั๊มพีทีที สเตชัน ใช้ 11,000 พอยต์ แลกรับบัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 1,000 บาท

แค่เปลี่ยนวิธีจ่าย ก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าสตางค์ ทำให้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้นบัตรเติมเงิน  บัตรเครดิตเติมน้ำมัน เป็นตัวช่วยสำคัญและเป็นหนึ่งในเทคนิคเอาตัวรอดในยุคน้ำมันแพง


14

        เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งคนเราต้องมีการวางแผนที่จะสร้างครอบครัว บ้านเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึง และถ้ามีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตัวเองก็ต้องมีการทำ ประกันบ้าน เพื่อคุ้มครองที่อยู่อาศัย เพราะบ้านแต่ละหลังมีมูลค่ามากเกินกว่าที่จะปล่อยปละละเลยได้ เรามาทำความรู้จักกับการประกันประเภทนี้กันว่าสำคัญอย่างไร

         ประกันบ้าน คือกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้บ้านพังเสียหาย ผู้เอาประกันจะได้รับการชดเชยจากบริษัทประกัน มีหลายคนสงสัยว่าการทำประกันภัยบ้านใช่แบบเดียวกับ ประกันอัคคีภัย หรือไม่ จริง ๆ แล้วประกันภัยบ้านที่อยู่อาศัยจะให้ความคุ้มครองที่มากกว่าคือนอกจากคุ้มครองกรณีเกิดอัคคีภัยหรือไฟไหม้แล้ว ยังคุ้มครองในส่วนอื่นด้วย เช่น การถูกโจรกรรม การคุ้มครองวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านด้วยเงินผ่อนกับสถาบันการเงิน คุ้มครองกรณีเกิดภัยธรรมชาติทำให้บ้านได้รับความเสียหาย เป็นต้น ดังนั้นหากจะทำ ประกันอัคคีภัยบ้าน อย่างเดียวคงไม่พอ บ้านที่สมบูรณ์ควรมีการทำประกันเพื่อให้ครอบคลุมทุกกรณี

         นอกเหนือจากการประกันภัยบ้านที่อยู่อาศัยแล้ว การเตรียมอนาคตที่ดีไว้สำหรับครอบครัวควรพิจารณาถึงรากฐานการเงินที่มั่นคงเพื่อให้สามารถรับมือกับทุกเหตุการณ์ได้โดยการทำประกันรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น ประกันชีวิตสุขภาพ เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าสุขภาพของคนเราจะต้องเจอกับปัญหาใดบ้าง แม้จะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงก็ตาม ดังจะเห็นได้จากกรณีของคนที่เจ็บป่วยแบบกะทันหันซึ่งเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เหตุการณ์แบบนั้นอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้แต่ถ้ามี ประกันชีวิตสุขภาพ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้ทันท่วงที ไม่กระทบกับเงินเก็บที่มีอยู่ และไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากผู้อื่นให้เป็นภาระมากขึ้นไปอีก

          อกจากนี้การสร้างครอบครัวที่ดียังควรให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินเพื่อให้เงินสะสมเพิ่มพูน ควรเน้นวิธีการที่ได้รับผลตอบแทนควบคู่ไปกับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้มากที่สุด อย่างเช่น การทำ ประกัน ลดหย่อนภาษี  ซึ่งในปัจจุบันนี้การทำประกันเพื่อลดภาษีมีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ประกันชีวิตประเภทที่มีอายุกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ประกันชีวิตแบบบำนาญ รวมถึงการ ประกันบ้าน ที่เป็นการประกันวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยก็สามารถลดหย่อนภาษีได้ ยกเว้นการ ประกันอัคคีภัย เป็นการประกันที่ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้



15

     สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำ มีจริงไหม ควรเลือกอย่างไร ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวน การเข้าถึงสินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำจึงกลายเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ "สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำมีจริงไหม?" และ "ควรเลือกอย่างไร?" บทความนี้จะพาท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำ พร้อมกับวิธีการเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ

สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำคืออะไร?
สินเชื่อส่วนบุคคลดอกเบี้ยต่ำคือสินเชื่อที่ให้วงเงินกู้แก่บุคคลทั่วไป โดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ๆ เช่น สินเชื่อรถยนต์หรือสินเชื่อบ้าน ซึ่งมักจะถูกเสนอโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ

สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำมีจริงไหม?
คำตอบคือ "มีจริง" แต่การหาสินเชื่อส่วนบุคคลดอกเบี้ยต่ำอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมักจะมีเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ต้องมีเครดิตที่ดี รายได้ประจำที่มั่นคง หรือการมีหลักประกันในการกู้ยืม นอกจากนี้ บางครั้งอาจมีค่าธรrrมเนียมแฝงที่ทำให้การกู้ยืมมีต้นทุนสูงขึ้น

วิธีการเลือกสินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำ
1. ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ย
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกสินเชื่อ ควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยที่แต่ละสถาบันการเงินเสนอ โดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วง 5-28% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อและสถานะทางการเงินของผู้กู้สินเชื่อ
2. เปรียบเทียบเงื่อนไขต่าง ๆ
นอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว ควรเปรียบเทียบเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น ระยะเวลาการชำระเงิน จำนวนเงินที่กู้ได้ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยบางครั้งการเลือกสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำอาจมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้น
3. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน
การเลือกสินเชื่อเงินสดจากสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ ควรตรวจสอบประวัติและความเชื่อถือได้ของสถาบันนั้น ๆ เช่น การมีใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือการมีรีวิวจากลูกค้ารายอื่น
4. อ่านข้อกำหนดและเงื่อนไขให้ละเอียด
ก่อนที่จะเซ็นสัญญา ควรอ่านข้อกำหนดและเงื่อนไขให้ละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจทุกข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ


สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำมีจริง แต่การเลือกสินเชื่อเงินกู้ที่เหมาะสมต้องอาศัยการศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูลอย่างรอบคอบ หากคุณต้องการสินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ ควรใช้เวลาในการค้นคว้าและเปรียบเทียบ เพื่อให้ได้สินเชื่อที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
หากคุณสนใจสินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำ อย่าลืมศึกษาข้อมูลและติดต่อสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมและสมัครสินเชื่ออย่างมั่นใจ!




หน้า: [1] 2