แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - radnana

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
การเดินทางไปต่างประเทศเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่การเตรียมตัวให้พร้อมก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกประกันการเดินทางต่างประเทศที่เหมาะสม เพื่อให้คุณมั่นใจในความปลอดภัยและการคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าประกันภัยเดินทางต่างประเทศคุ้มครองอะไรบ้าง และจะเลือกแผนไหนให้คุ้มค่าที่สุด

ประกันเดินทางต่างประเทศคืออะไร?

ประกันเดินทางต่างประเทศคือการประกันภัยที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้เดินทางในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วย การบาดเจ็บ การสูญหายของสัมภาระ หรือการยกเลิกการเดินทาง โดยประกันนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในต่างประเทศ

 คุ้มครองอะไรบ้างในประกันการเดินทางต่างประเทศ?

 1. ค่ารักษาพยาบาล

หนึ่งในความคุ้มครองที่สำคัญที่สุดคือค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยในต่างประเทศ โดยทั่วไปแล้วประกันจะครอบคลุมค่ารักษาในโรงพยาบาล ค่าหมอ และค่าบริการทางการแพทย์อื่น ๆ

 2. การสูญหายของสัมภาระ

หากสัมภาระของคุณสูญหายหรือถูกขโมย ประกันเดินทางจะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายในการซื้อของใช้จำเป็นในระหว่างที่คุณรอสัมภาระกลับคืน

 3. การยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง

ในกรณีที่คุณต้องยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางเนื่องจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน ประกันจะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

 4. ค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต

หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เดินทางเสียชีวิต ประกันจะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งศพกลับประเทศ

 5. ความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม

ในกรณีที่คุณทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียหายต่อทรัพย์สิน ประกันจะช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

 วิธีเลือกแผนประกันเดินทางที่คุ้มค่าที่สุด

 1. ตรวจสอบความคุ้มครอง

ก่อนเลือกแผนประกัน ควรตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองให้ชัดเจน เช่น ค่ารักษาพยาบาลสูงสุด การคุ้มครองการสูญหายของสัมภาระ และเงื่อนไขการยกเลิกการเดินทาง

 2. เปรียบเทียบราคา

เปรียบเทียบราคาและความคุ้มครองจากหลายบริษัทประกันภัย เพื่อให้ได้แผนที่คุ้มค่าที่สุด

 3. อ่านรีวิวและความคิดเห็น

การอ่านรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงประสบการณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัทประกัน

 4. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

หากมีข้อสงสัย ควรติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน

 สรุป

การเลือกประกันเดินทางต่างประเทศที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณมั่นใจในความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง อย่าลืมตรวจสอบความคุ้มครอง เปรียบเทียบราคา และอ่านรีวิวเพื่อให้ได้แผนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ





2


      หนึ่งในความฝันของใครหลายคนนั่นคือการมีธุรกิจเป็นของตนเอง เราจึงได้พบเห็นการลงทุนหรือกิจการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง เรียกกันว่า “ธุรกิจ SME” ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่มากและสามารถดูแลบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง โดยมีทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การจัดจำหน่าย และการบริการ

     SME หรือ Small and Medium Enterprises หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นใช้เงินลงทุนในการเริ่มต้นกิจการไม่มาก มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำ ทำให้คนที่มีทุนทรัพย์น้อยก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ นอกจากนี้ธุรกิจ SME ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่มี สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก SME เข้ามาช่วยขับเคลื่อนและเสริมสภาพคล่องให้กิจการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย หรือ สินเชื่อ SME เป็น สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ที่มีสินทรัพย์ในการลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท หรือตามที่กระทรวงกำหนด เพื่อสนับสนุนตั้งแต่การก่อตั้งธุรกิจไปจนถึงการปรับปรุงหรือขยายกิจการ โดยแบ่งเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกันและสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ซึ่งสินเชื่อที่มีหลักประกันนั้นจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเนื่องจากต้องแสดงหลักฐานของอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้ำประกันในการ กู้เงินทำธุรกิจ สำหรับการขอสินเชื่อ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอาจจะต้องจัดเตรียมเอกสารที่ละเอียดกว่าในการยื่นขอสินเชื่อเพราะสถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการชำระหนี้ และความซื่อตรงของธุรกิจ 

       เพื่อประโยชน์สูงสุดในการ กู้เงินทำธุรกิจ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบความต้องการและความจำเป็นก่อนตัดสินใจว่ามีวัตถุประสงค์ในการนำ เงินกู้ SME ไปใช้เพื่ออะไร หากมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วจึงควรศึกษาข้อมูลของ  สินเชื่อผู้ประกอบการรายใหม่ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ จากสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย หลักทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินอนุมัติโดยประมาณ ระยะเวลาการผ่อนชำระ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

       สินเชื่อ SME เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีให้เลือกหลายแบบขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการต้องการใช้ เงินกู้ SME นี้ไปเพื่ออะไร เช่น ลงทุนทำธุรกิจ ขยายกิจการ เสริมสภาพคล่อง หรือต้องการปรับโครงสร้างหนี้ ยกตัวอย่างเช่น
วงเงินกู้เบิกเกินบัญชี คือ สินเชื่อ SME ที่เป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้นเพื่อใช้ในการหมุนเวียนธุรกิจ สะดวกด้วยการเบิกถอนวงเงินจากบัญชีกระแสรายวัน
วงเงินกู้ระยะสั้น เป็นสินเชื่อที่ช่วยเสริมสภาพคล่องเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
วงเงินกู้ระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ SME ที่ต้องการแหล่งเงินทุนเพื่อลงทุนเพิ่มหรือขยายธุรกิจ เช่น ค่าที่ดิน การก่อสร้างอาคาร หรือโกดัง รวมไปถึงค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักรต่าง ๆ 

      นอกจากจากนี้ยังมีสินเชื่อ SME เพื่อวงเงินรับซื้อลดตั๋วเงิน สินเชื่อวงเงินประเภทภาระผูกพัน สินเชื่อแฟคตอริ่ง และอีกมากมาย
ธนาคารกรุงไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกิจ SME จึงได้เตรียมความพร้อมและยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสินเชื่อธุรกิจ sme ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทุกประเภทสำหรับทุกธุรกิจ เพื่อให้กิจการของคุณเติบโตอย่างสวยงามราบรื่นพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินเชื่อ SME ได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาใกล้บ้าน




3
หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) คือ ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ผสมผสานระหว่าง “หุ้นกู้” (ตราสารหนี้ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น) เข้ากับ “ตราสารอนุพันธ์” (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) โดยผลตอบแทนจะเชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ดัชนี หรืออัตราแลกเปลี่ยน

ประเภทหลักของหุ้นกู้อนุพันธ์แฝง
แบบคุ้มครองเงินต้น (Principal Protected Note: PPN): การันตีเงินต้นเมื่อถือครบกำหนด แต่ผลตอบแทนอาจไม่สูงมาก
แบบไม่คุ้มครองเงินต้น (Non-Principal Protected): ไม่มีประกันเงินต้น มีความเสี่ยงสูง แต่ให้โอกาสรับผลตอบแทนสูง เช่น FCN (Fixed Coupon Note) หรือ ELN (Equity-Linked Note)
ข้อดีและข้อจำกัด
ข้อดี: มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป และปรับรูปแบบให้เข้ากับสภาวะตลาดได้หลากหลาย
ข้อจำกัด: มีความซับซ้อนสูง สภาพคล่องต่ำ (ขายคืนยากก่อนครบกำหนด) และมีความเสี่ยงที่อาจสูญเสียเงินต้น
ผู้ลงทุนที่เหมาะสม: ตามเกณฑ์ ก.ล.ต. กำหนดให้เสนอขายเฉพาะ นักลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (HNW/II) เท่านั้น
หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง เหมาะสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่และผู้ลงทุนสถาบันที่มีความเข้าใจทางการเงินสูง เนื่องจากเป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและระบายสภาพคล่องได้ยาก โดยสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดเกณฑ์ให้เสนอขายเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net Worth: UHNW) หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth: HNW) เท่านั้น

ลักษณะของผู้ลงทุนที่เหมาะกับตราสารนี้
เข้าใจสินทรัพย์อ้างอิง: มีความรู้ในสินทรัพย์ที่นำมาอ้างอิง (เช่น หุ้นรายตัว หรือดัชนี) เป็นอย่างดี
รับความเสี่ยงได้สูง: พร้อมรับความเสี่ยงกรณีสินทรัพย์อ้างอิงราคาตก จนส่งผลให้สูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้
ไม่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน: มีเงินเย็นที่สามารถถือครองจนครบกำหนดอายุสัญญาได้ (ปกติประมาณ 3 เดือน ถึง 1 ปี)
ต้องการเพิ่มผลตอบแทน: มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากหรือหุ้นกู้ทั่วไปในสภาวะตลาดที่ทรงตัว (Sideways)

วัตถุประสงค์การลงทุนที่ตอบโจทย์
จับจังหวะตลาด Sideways: เพื่อสร้างกระแสเงินสด (Yield Enhancement) จากเบี้ยรับ (Premium) ในช่วงที่ตลาดไม่ไปไหน
บริหารความเสี่ยงพอร์ต: ใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงร่วมกับสินทรัพย์หลักอื่นๆ
ทยอยซื้อหุ้นที่เล็งไว้: ใช้ตราสารประเภท ELN/FCN เพื่อรอรับหุ้นอ้างอิงในราคาที่ต่ำกว่าตลาด (Discount) หากราคาหุ้นปรับตัวลดลงตามเงื่อนไข





4
การวางแผนการเงินและการจัดการภาษีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายและการลงทุนของตน หนึ่งในวิธีที่สามารถช่วยลดภาระภาษีได้คือการใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นเครื่องมือในการลดหย่อนภาษี ในบทความนี้เราจะพูดถึงวิธีการคำนวณลดหย่อนภาษีจากประกัน พร้อมทั้งเทคนิคเลือกประกันลดหย่อนภาษีและเคล็ดลับที่คุณควรรู้

## 1. ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ: ความแตกต่างและความสำคัญ

### ประกันชีวิต

ประกันชีวิตเป็นสัญญาที่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต โดยผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินตามกรมธรรม์ ประกันชีวิตสามารถช่วยลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนเบี้ยประกันที่จ่ายในปีนั้น ๆ

### ประกันสุขภาพ

ประกันสุขภาพเป็นสัญญาที่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยเบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

## 2. วิธีการคำนวณลดหย่อนภาษีจากประกัน ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้ไหม

ในการคำนวณลดหย่อนภาษีจากประกัน คุณต้องทราบข้อมูลที่สำคัญดังนี้:

### 2.1 จำนวนเบี้ยประกันที่จ่าย

ให้คุณตรวจสอบจำนวนเบี้ยประกันที่คุณจ่ายในปีภาษีที่ต้องการลดหย่อน โดยสามารถรวมเบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพได้

### 2.2 ขีดจำกัดการลดหย่อน

ตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย ขีดจำกัดการลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิตและประกันสุขภาพจะมีการกำหนดไว้ ซึ่งในปี 2023 นี้ ขีดจำกัดการลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิตคือ 100,000 บาท และจากประกันสุขภาพคือ 25,000 บาท

### 2.3 การคำนวณ ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่

การคำนวณลดหย่อนภาษีจากประกันสามารถทำได้โดยการนำจำนวนเบี้ยประกันที่จ่ายมาลบกับขีดจำกัดที่กำหนด เช่น หากคุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 80,000 บาท และเบี้ยประกันสุขภาพ 20,000 บาท การลดหย่อนภาษีของคุณจะเป็น 80,000 + 20,000 = 100,000 บาท ซึ่งอยู่ในขีดจำกัดที่กำหนด

## 3. เทคนิคและเคล็ดลับในการใช้ประกันเพื่อลดหย่อนภาษี

### 3.1 เลือกกรมธรรม์ที่เหมาะสม

ควรเลือกกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความต้องการและสถานการณ์ทางการเงินของคุณ เพื่อให้คุณสามารถใช้ประกันเป็นเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

### 3.2 วางแผนการจ่ายเบี้ยประกัน

การวางแผนการจ่ายเบี้ยประกันในแต่ละปีสามารถช่วยให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีได้สูงสุด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้จ่ายเบี้ยประกันภายในปีภาษีที่กำหนด

### 3.3 ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับการคำนวณลดหย่อนภาษีจากประกัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือการเงิน เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม


การใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการการเงินของคุณ โดยการคำนวณลดหย่อนภาษีจากประกันนั้นไม่ยาก เพียงแค่คุณรู้จักวิธีการและขีดจำกัดที่กำหนด หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือคำแนะนำเกี่ยวกับการวางแผนภาษี อย่าลืมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้การวางแผนการเงินของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด!

หากคุณพบว่าบทความนี้มีประโยชน์ อย่าลืมแชร์ให้กับเพื่อน ๆ ของคุณเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน!




5

การมีบ้านเป็นของตนเองถือเป็นหนึ่งในความฝันที่หลายคนต้องการให้เป็นจริง แต่เมื่อพูดถึงการกู้เงินเพื่อบ้าน หลายคนอาจมีคำถามว่า "กู้ซื้อบ้าน" กับ "กู้เงินสร้างบ้าน" ต่างกันอย่างไร? ในบทความนี้ เราจะมาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการกู้ซื้อบ้านและการกู้สร้างบ้าน พร้อมทั้งข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี เพื่อช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 1. ความหมายของการกู้ซื้อบ้านและการกู้สร้างบ้าน

 1.1 กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด

การกู้ซื้อบ้านหมายถึงการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อซื้อบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว โดยทั่วไปแล้ว บ้านที่ซื้อจะต้องมีเอกสารที่ชัดเจน เช่น โฉนดที่ดิน และใบอนุญาตก่อสร้าง

 1.2 กู้สร้างบ้าน
การกู้สร้างบ้านคือการขอสินเชื่อเพื่อสร้างบ้านใหม่ โดยที่ผู้กู้จะต้องมีแผนการสร้างบ้านและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น แบบบ้านและใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งการกู้สร้างบ้านมักจะมีการเบิกจ่ายเงินตามระยะการก่อสร้าง

 2. ข้อดีและข้อเสียของการกู้ซื้อบ้าน

 2.1 ข้อดี
- ความสะดวกสบาย: การซื้อบ้านที่สร้างเสร็จแล้วทำให้คุณสามารถเข้าอยู่ได้ทันที
- ความชัดเจน: คุณสามารถเห็นสภาพบ้านจริงก่อนตัดสินใจซื้อ
- การประเมินมูลค่า: มูลค่าของบ้านที่สร้างเสร็จแล้วมักจะมีความชัดเจน

 2.2 ข้อเสีย
- ราคาอาจสูง: บ้านที่สร้างเสร็จแล้วอาจมีราคาสูงกว่าการสร้างบ้านใหม่
- ข้อจำกัดในการปรับแต่ง: คุณอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนแบบบ้านได้ตามต้องการ

 3. ข้อดีและข้อเสียของการกู้สร้างบ้าน

 3.1 ข้อดี
- ปรับแต่งได้ตามต้องการ: คุณสามารถออกแบบบ้านตามความต้องการของคุณเอง
- ค่าใช้จ่ายที่อาจต่ำกว่า: การสร้างบ้านใหม่อาจมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว
- การลงทุนที่ดี: บ้านที่สร้างเองสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

 3.2 ข้อเสีย
- ใช้เวลานาน: การสร้างบ้านต้องใช้เวลานานกว่าการซื้อบ้านที่สร้างเสร็จ
- ความเสี่ยงในการก่อสร้าง: อาจเกิดปัญหาหรือความล่าช้าในการก่อสร้าง

 4. สรุปและคำแนะนำ

การเลือกกู้ซื้อบ้านหรือกู้สร้างบ้านขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานการณ์ทางการเงินของแต่ละบุคคล หากคุณต้องการความสะดวกสบายและไม่ต้องการรอคอย การกู้ซื้อบ้าน กู้เงินซื้อคอนโดอาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณต้องการบ้านที่ออกแบบตามความต้องการของคุณ การกู้สร้างบ้านอาจเหมาะสมกว่า

ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีไหน ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหรือธนาคารก่อนตัดสินใจ เพื่อให้การลงทุนในบ้านของคุณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกู้ซื้อบ้านหรือกู้สร้างบ้าน สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมกับคุณได้เลย!



6

การฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แต่การเริ่มต้นฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณมีความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงวิธีการเริ่มต้นฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

 ทำความเข้าใจกับฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงคือบัญชีออมทรัพย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป โดยปกติแล้วจะมีเงื่อนไขในการฝากเงินที่แตกต่างกันไป เช่น จำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องฝาก หรือระยะเวลาที่ต้องฝากเงิน เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น

 ประโยชน์ของการฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

1. ความปลอดภัย: การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และเงินของคุณจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
2. ผลตอบแทนที่ดี: อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารทั่วไปช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น
3. เข้าถึงง่าย: คุณสามารถถอนเงินได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องรอระยะเวลานาน

 ขั้นตอนการเริ่มต้นฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

 1. ศึกษาข้อมูลธนาคารและผลิตภัณฑ์

ก่อนที่คุณจะเลือกฝากเงิน คุณควรทำการศึกษาและเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารต่าง ๆ รวมถึงเงื่อนไขการฝากเงิน เช่น จำนวนเงินขั้นต่ำและระยะเวลาที่ต้องฝาก

 2. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของธนาคาร

การเลือกธนาคารที่มีความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรตรวจสอบว่า ธนาคารนั้นมีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้มั่นใจว่าเงินของคุณจะปลอดภัย

 3. เปิดบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

เมื่อคุณเลือกธนาคารที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการเปิดบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง โดยคุณจะต้องเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น บัตรประชาชน และเอกสารอื่น ๆ ตามที่ธนาคารกำหนด

 4. ฝากเงินและติดตามผล

หลังจากเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถทำการฝากเงินตามจำนวนที่ต้องการ และควรติดตามผลตอบแทนที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอ โดยตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง

 เคล็ดลับในการเพิ่มผลตอบแทน

- เลือกฝากเงินในระยะยาว: หากคุณสามารถฝากเงินในระยะยาวได้ จะช่วยให้คุณได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
- ใช้โปรแกรมส่งเสริมการขาย: ธนาคารบางแห่งอาจมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ควรตรวจสอบและใช้ประโยชน์จากโปรโมชั่นเหล่านี้
- เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ: อัตราดอกเบี้ยอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบดอกเบี้ยฝากประจำ และเปรียบเทียบกับธนาคารอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

 สรุป

การฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในรูปแบบที่ปลอดภัยและมีผลตอบแทนที่ดี การทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการเลือกธนาคารที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือคำแนะนำในการเลือกบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง สามารถติดต่อธนาคารที่คุณสนใจได้เลย!





7

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนและผู้ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสองประเภทนี้ ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละประเภท เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ว่าอยากลงทุนอสังหา ต้องทำยังไง

 อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)

อสังหาริมทรัพย์หมายถึงทรัพย์สินที่มีลักษณะถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร บ้าน คอนโดมิเนียม หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ติดตั้งอยู่บนที่ดิน ซึ่งอสังหาริมทรัพย์มักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการพัฒนาและมีความต้องการสูง

 ข้อดีของเริ่มต้นลงทุนอสังหา ลงทุนอสังหาคอนโด

1. มูลค่าเพิ่มขึ้น: อสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมูลค่าในระยะยาว
2. รายได้จากการเช่า: นักลงทุนสามารถสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์
3. ความมั่นคง: การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการลงทุนที่มีความมั่นคงสูง

 ข้อเสียของอสังหาริมทรัพย์

1. ค่าใช้จ่ายสูง: การซื้ออสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เงินลงทุนสูง
2. การบำรุงรักษา: ต้องมีการดูแลและบำรุงรักษาอสังหาริมทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ
3. ความเสี่ยงจากตลาด: มูลค่าอสังหาริมทรัพย์อาจลดลงในบางช่วงเวลา

 สังหาริมทรัพย์ (Personal Property)

สังหาริมทรัพย์หมายถึงทรัพย์สินที่ไม่ติดกับที่ดิน เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ สังหาริมทรัพย์มักมีมูลค่าที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

 ข้อดีของสังหาริมทรัพย์

1. ความยืดหยุ่น: สังหาริมทรัพย์สามารถซื้อขายได้ง่ายและรวดเร็ว
2. ค่าใช้จ่ายต่ำ: การลงทุนในสังหาริมทรัพย์มักจะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าอสังหาริมทรัพย์
3. การใช้งานทันที: ผู้ซื้อสามารถใช้งานได้ทันทีหลังจากซื้อ

 ข้อเสียของสังหาริมทรัพย์

1. มูลค่าลดลง: สังหาริมทรัพย์มักมีแนวโน้มที่จะลดมูลค่าลงเมื่อเวลาผ่านไป
2. ไม่มีรายได้จากการเช่า: สังหาริมทรัพย์ไม่สามารถสร้างรายได้จากการเช่าได้
3. การบำรุงรักษา: บางครั้งการบำรุงรักษาอาจมีค่าใช้จ่ายสูง

 สรุปความแตกต่าง

อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์มีความแตกต่างกันในหลายด้าน โดยอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการลงทุนที่มีความมั่นคงและมีโอกาสสร้างรายได้จากการเช่า ในขณะที่สังหาริมทรัพย์มีความยืดหยุ่นและสามารถซื้อขายได้ง่ายกว่า แต่มีแนวโน้มที่จะลดมูลค่าในระยะยาว

การเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความสามารถทางการเงินของแต่ละบุคคล หากคุณต้องการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว อสังหาน่าลงทุนอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่หากคุณต้องการความยืดหยุ่นและการลงทุนที่ไม่ซับซ้อน สังหาริมทรัพย์อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า





8

   บัญชีฝากประจำ เป็นการออมที่มั่นคงแต่ใช้เวลาค่อนข้างนานในการเพิ่มมูลค่าเงินออม เพราะผลตอบแทนของเงินฝากในปัจจุบันไม่สูงมาก หากคุณกำลังรู้สึกว่าเงินของคุณน่าจะมีศักยภาพในการทำงานได้มากกว่าแช่แข็งอยู่ในบัญชีเพียงอย่างเดียว ลองหันมามองที่การลงทุนเพิ่มอีกทางหนึ่งในหุ้นกู้และพันธบัตรเพื่อการเติบโตของเงินออมที่เร็วและมั่นคงมากขึ้น
   รู้จักกับหุ้นและพันธบัตร ซื้อขายง่ายบนแอป Krungthai NEXT
   หุ้นกู้ คือตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนเปิดขายเพื่อระดมเงินในการขยายธุรกิจ ผู้ที่เข้ามาซื้อหุ้นกู้ได้จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน ส่วนพันธบัตรก็เป็นตราสารหนี้อีกประเภทหนึ่งที่องค์กรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ออกมาให้นักลงทุนรายย่อยซื้อ โดยมีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเช่นกัน แม้ว่าหุ้นกู้และพันธบัตรจะมีผลตอบแทนไม่หวือหวามากแต่ก็ยังจัดว่าสูงกว่า ดอกเบี้ยฝากประจำ และเป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ ปัจจุบันการลงทุนในหุ้นกู้และพันธบัตรเป็นเรื่องง่าย โดยธนาคารกรุงไทยได้ฉีกข้อจำกัดในเรื่องของการซื้อขาย เปลี่ยนมือ การชำระราคาค่าหุ้นหรือพันธบัตรที่เคยยุ่งยากและเสียเวลานานในสมัยก่อน มาเป็นรูปแบบของการลงทุนที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก 
ในเรื่องนี้คุณรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ได้กล่าวว่า ธนาคารฯ ได้พัฒนาบริการใหม่บนแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT และได้ร่วมมือกับกลุ่มเอสซีจี ธุรกิจระดับบิ๊กเบิ้มในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ออกหุ้นกู้ให้ผู้ลงทุนรายย่อยทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมลงทุนซื้อขายผ่านบริการ Money Connect ที่มีความสะดวกและปลอดภัยสูง หุ้นกู้ structured note SCG ที่เปิดซื้อขายบนแอป Krungthai NEXT ประกอบด้วยหุ้นกู้ของ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP), บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) นับว่าเป็นโอกาสดีมากทีเดียวสำหรับผู้ที่กำลังมองหาหุ้นกู้คุณภาพดีภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย นอกจากเปิดโอกาสให้นักลงทุนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนของประเทศอีกด้วย
   การซื้อหุ้นกู้และพันธบัตรเป็นการลงทุนระยะยาวที่มั่นคงคล้ายกับการเก็บออมใน บัญชีฝากประจำ แต่ผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝาก นอกจากนี้ยังสามารถเริ่มต้นลงทุนได้ง่าย มีเงินน้อยก็ซื้อได้ขั้นต่ำ 1,000 บาท สำหรับผู้เริ่มต้น อยากให้โหลดแอป Krungthai NEXT ไว้เป็นช่องทางการลงทุน ส่วนใครที่เคยลงทุนแล้วแต่ยังไม่เคยใช้แอปนี้ก็ลองเข้าไปเปิดบัญชีซื้อขายได้เช่นกัน คุณจะได้พบกับวิธีการลงทุนแบบใหม่ที่คล่องตัวขึ้นกว่าเดิม
   Krungthai NEXT ซื้อขายหุ้นกู้และพันธบัตรตามราคาตลาดแบบเรียลไทม์
การกระจายเงินไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเรื่องที่ดี นอกจากการออมเงินไว้ใน บัญชีฝากประจำ แล้ว ผู้ที่มีเงินเก็บสะสมควรมองการซื้อขายหุ้นกู้และพันธบัตรเป็นทางเลือกเพิ่มโดยไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อขายยุ่งยาก บริการ Money Connect บนแอปพลิเคชันของธนาคารกรุงไทย เปิดให้ซื้อหุ้นกู้และพันธบัตรได้อย่างคล่องตัว ผู้ลงทุนจะได้ราคาตามตลาด ณ ช่วงเวลาที่ทำรายการ อีกทั้งหุ้นกู้และพันธบัตรที่ซื้อจะอยู่ในรูปแบบของ Scripless คือไม่มีใบหุ้น แต่ระบบจะทำการบันทึกการนำฝากหุ้นกู้และพันธบัตรที่ผู้ลงทุนซื้อเข้าบัญชีหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนที่ธนาคารกรุงไทยโดยอัตโนมัติ ข้อดีก็คือผู้ซื้อไม่ต้องกังวลกับการเก็บรักษาใบหุ้นซึ่งถ้าเก็บไม่ดีก็อาจสูญหายได้ การทำให้ทุกอย่างอยู่บนระบบออนไลน์จึงช่วยลดความยุ่งยากลงไปได้มาก
    ในยุคนี้คงไม่อาจคาดหวัง ดอกเบี้ยฝากประจำ เป็นตัวเพิ่มมูลค่าพอร์ตสินทรัพย์ของคุณได้ทั้งหมด ผู้ที่ต้องการสร้างฐานะการเงินเพื่ออนาคตที่มั่นคงจะต้องเรียนรู้การลงทุนเพิ่มอยู่เสมอ มองหาทางเลือกว่ามีการลงทุนแบบไหนอีกบ้างที่เหมาะกับตัวคุณ รู้จักเทคนิควิธีเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดี ความเสี่ยงต่ำ เน้นลงทุนระยะยาวและค่อย ๆ เรียนรู้วิธีเพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนขึ้นไปเรื่อย ๆ ควบคู่ไปกับศึกษาช่องทางและวิธีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในระบบดิจิทัล เช่น krungthai NEXT ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้ง่าย เพียงโหลดแอปและสมัครใช้บริการ Money Connect  สำหรับผู้ที่สนใจในการลงทุนและอยากลองใช้บริการบนแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://krungthai.com/




9
“สินเชื่อเงินสด” เป็นหนึ่งใน สินเชื่อ ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันโดยผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินสดมาใช้จ่ายก่อนแล้วค่อยชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยในภายหลัง โดยทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะพิจารณาวงเงินและอนุมัติสินเชื่อจากรายได้ทั้งหมด ประวัติการผ่อนชำระ รวมทั้งความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต

สินเชื่อเงินสดคือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้แทนเงินสดหรือสำหรับกดเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายล่วงหน้าตามความจำเป็น ซึ่งมี 3 ประเภท ได้แก่ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อเงินสดส่วนบุคคล โดยแต่ละประเภทจะมีเงื่อนไข รายละเอียด และลักษณะการชำระหนี้ที่ต่างกัน แม้ว่าในปัจจุบันบัตรเครดิตสามารถกดเงินสดได้แต่ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่าในขณะที่กดเงินได้น้อยกว่า เนื่องจากวัตถุประสงค์ของบัตรเครดิตมีไว้เพื่อรูดชำระค่าสินค้าและบริการ ดังนั้นหากพิจารณาเฉพาะสินเชื่อเงินสดที่สามารถใช้เป็นแหล่ง เงินกู้ ยามฉุกเฉินเพื่อเสริมสภาพคล่องได้นั้นคงต้องยกให้บัตรกดเงินสดและสินเชื่อเงินสดส่วนบุคคล 

บัตรกดเงินสด เป็น สินเชื่อเงินสด ในรูปแบบของบัตร โดยธนาคารจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อให้จำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าของบัตรสามารถกดเป็นเงินสดออกมาใช้จ่ายได้ภายใต้วงเงินที่กำหนดผ่านทางตู้ ATM ทั่วประเทศ ไม่มีทั้งวงเงินขั้นต่ำและไม่มีค่าธรรมเนียมในการกด ภาระหนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการใช้บัตรไปกดเงินออกมาแล้วเท่านั้น เนื่องจากบัตรกดเงินสดเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจึงมีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงและคิดดอกเบี้ยแบบรายวันตามยอดเงินที่กดออกมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันชำระหนี้ ทั้งนี้หากใช้วงเงินเต็มจำนวนแล้วจะไม่สามารถกดเงินสดออกมาได้อีกจนกว่าจะมีการชำระหนี้เกิดขึ้น ซึ่งการชำระหนี้นั้นสามารถเลือกจ่ายยอดเต็มจำนวนหรือชำระขั้นต่ำก็ได้ บัตรกดเงินสดเหมาะสำหรับคนที่ต้องการใช้เงินแบบฉุกเฉิน ใช้เท่าไรกดเท่านั้นและจ่ายดอกเบี้ยตามยอดที่กดออกมา
สินเชื่อเงินสดส่วนบุคคล เป็น สินเชื่อ เงินสดที่เหมาะสำหรับการใช้งานอเนกประสงค์หรือเป็นแหล่งเงินทุนสำรองเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ซ่อมแซมบ้าน หรือลงทุนทำธุรกิจ เมื่อสินเชื่อผ่านการอนุมัติธนาคารหรือสถาบันการเงินจะโอนเงินก้อนเข้าบัญชีให้ ผู้กู้สามารถบริหารจัดการเงินก้อนนี้ได้ตามต้องการ สำหรับการชำระหนี้นั้นมีระยะเวลาการผ่อนชำระที่ชัดเจนเป็นงวด ๆ ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันทุกงวด ไม่สามารถผ่อนจ่ายแบบขั้นต่ำได้ อัตราดอกเบี้ยคิดแบบลดต้นลดดอก สินเชื่อเงินสดส่วนบุคคลจะอนุมัติวง เงินกู้ ให้มากกว่าบัตรกดเงินสดเนื่องจากมีกรอบระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้ที่แน่นอนและมีขั้นตอนในการพิจารณาอนุมัติที่มากกว่า 

สินเชื่อเงินสดทั้ง 2 ประเภทนี้มีจุดเด่นและเหมาะกับการใช้งานที่ต่างกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อควรสำรวจตนเองว่าต้องการเงินกู้แบบไหน ด้วยจุดประสงค์อะไร แล้วเลือกสินเชื่อให้เหมาะกับความต้องการนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดปัญหาดอกเบี้ยสูง ซึ่งการ สมัครสินเชื่อ เงินสดส่วนบุคคล และบัตรกดเงินสดมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องค้ำประกัน หากเอกสารครบถ้วนและมีคุณสมบัติที่ตรงกับเงื่อนไขของธนาคารก็จะได้รับการอนุมัติภายใน 1 - 2 สัปดาห์ โดยเอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่ เอกสารประจำตัวและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายได้ หากมีอาชีพอิสระควรเตรียมสัญญาจ้างหรือหลักฐานการรับเงินค่าจ้างเป็นเอกสารประกอบในการยื่นขออนุมัติด้วย



10


อย่างที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าอีกหนึ่งข้อดีของการทำประกันชีวิตคือ สิทธิการลดหย่อนภาษีประจำปี แต่หากถามว่า ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้ไหม บอกเลยว่าคำตอบนี้ขึ้นอยู่กับว่าตัดสินใจเลือกซื้อประกันชีวิตประเภทใด เพราะประกันชีวิตแต่ละประเภทจะมาพร้อมเงื่อนไขและเพดานสูงสุดในการลดหย่อนภาษีแตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อช่วยให้คนอยากลดหย่อนภาษีตัดสินใจเลือกทำประกันอย่างถูกต้องและได้รับผลประโยชน์สูงสุด วันนี้เรามีเทคนิคเลือกประกันลดหย่อนภาษีมาฝาก

ประกันชีวิตทั่วไป
ประกันชีวิตแบบทั่วไป ได้แก่ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา และประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท รวมทุกกรมธรรม์ประกันชีวิตทั่วไปแล้วไม่เกิน 200,000 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าประกันชีวิตต้องมีระยะสัญญามากกว่า 10 ปีขึ้นไป เป็นกรมธรรม์จากบริษัทประกันในประเทศไทยเท่านั้น หากเป็นประกันชีวิตที่มีการจ่ายผลตอบแทนจะได้สิทธิลดหย่อนไม่เกิน 20% ของเบี้ยรายปีหรือเบี้ยสะสมในช่วงเวลา สามารถนำประกันชีวิตของคู่สมรสที่แต่งงานกันมาอย่างน้อย 1 ปี มาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 10,000 บาท กรณีขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตก่อนถือครบ 10 ปี ต้องจ่ายภาษีย้อนหลังคืนตามจำนวนที่ได้ลดหย่อนพร้อมดอกเบี้ย 1.5% ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระคืน

ประกันชีวิตควบการลงทุน
สำหรับประกันชีวิตควบการลงทุนถูกจัดอยู่ในกลุ่มประกันชีวิตทั่วไป ดังนั้นเงื่อนไข ลดหย่อนภาษีประกันชีวิต จึงใช้ข้อกำหนดเช่นเดียวกับประกันชีวิตทั่วไป แต่ประกันประเภทนี้จะแบ่งเบี้ยประกันเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ค่าประกันในส่วนความคุ้มครอง ค่าดำเนินการของบริษัทประกันภัย และเงินลงทุน ซึ่งส่วนที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีคือเบี้ยประกันในส่วนที่ 1 และ 2 เท่านั้น ขณะที่ส่วนนำไปลงทุนไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

ประกันชีวิตแบบบำนาญ
ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นประกันชีวิตที่เก็บเบี้ยประกันในระยะเวลาสั้น แต่ให้ความคุ้มครองไปจนครบสัญญาและเงินรายเดือนหรือรายปีหลังเกษียณอายุการทำงาน สำหรับสิทธิพิเศษด้านภาษีผู้ที่ทำประกันประเภทนี้จะได้รับการลดหย่อนสูงสุด 15% ของรายได้ ไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับสิทธิลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิตทั่วไป แต่ถ้าไม่รวมกับประกันชีวิตทั่วไปจะได้รับการลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท ส่วนการใช้สิทธิร่วมกับการลงทุนประเภทอื่น อย่างกองทุน RMF กองทุน SSF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือกองทุนการออมแห่งชาติสามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 500,000 บาท
   
เป็นอย่างไรบ้างสำหรับข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับประกันชีวิตลดหย่อนภาษีที่เรานำมาฝากในวันนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่านอกจาก ประกันลดหย่อนภาษี ได้ไม่เท่ากันแล้ว แต่ละประเภทยังมีเงื่อนไขในการลดหย่อนแตกต่างกันด้วย เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อประกันชีวิตควรคำนวณยอดภาษีและตรวจสอบสิทธิการลดหย่อนภาษีทั้งหมดของตัวเอง จากนั้นจึงค่อยตัดสินใจซื้อประกันชีวิต สำหรับใครที่กำลังวางแผนซื้อประกันชีวิตลดหย่อนภาษีแนะนำประกันชีวิตของธนาคารกรุงไทย เนื่องจากมีทั้งประกันชีวิตทั่วไปและประกันชีวิตบำนาญหลากหลายแบบ รับประกันเลยว่าได้ประกันชีวิตถูกใจและตอบโจทย์ด้านภาษีได้อย่างไม่จำกัดแน่นอน





11
ส่วนใหญ่แล้วคอนโดมักจะตั้งอยู่บนทำเลใจกลางเมืองที่รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยเฉพาะทางด่วน รถไฟฟ้าสายต่าง ๆ รวมถึงแหล่งไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียง และแหล่งงานที่สำคัญ ๆ ดังนั้นคอนโดจึงเป็นอีกหนึ่งที่พักอาศัยที่เป็นที่หมายตาของผู้คนวัยทำงาน ผู้ที่เริ่มมีความฝันอยากจะมีที่พักอาศัยเป็นของตัวเอง แต่ทว่าก่อนจะตัดสินใจ ผ่อนคอนโด สักห้องนั้นก็จะต้องคิดให้ดีให้รอบคอบและวางแผนการเงินกันสักหน่อย ว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะตามมาไหวไหม เพราะกว่าจะได้เป็นเจ้าของห้องคอนโดแบบเต็มตัวนั้นก็จะต้องเป็นหนี้กันอยู่นานพอสมควรเลยทีเดียว

วิธีตรวจสอบความพร้อมทางการเงินก่อนตัดสินใจ กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด
สถานะทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ ในการตรวจสอบความพร้อมก่อน ผ่อนคอนโด โดยวิธีการตรวจสอบนั้นก็สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1. เทียบรายได้กับราคาคอนโด โดยการนำรายได้ต่อเดือนมาคูณด้วย 50 จะได้ราคาคอนโดที่สามารถผ่อนได้ ซึ่ง 50 ก็คือวงเงินที่ทางธนาคารจะให้กู้อยู่ที่ประมาณ 50 เท่าของฐานเงินเดือน หรือบางท่านหากมีหน้าที่การงานที่มั่นคงรวมถึงมีประวัติการชำระหนี้สินที่ดีก็อาจจะได้วงเงินกู้มากกว่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทางธนาคารจะคำนวณค่างวดให้อย่างเหมาะสมเพื่อให้ผู้กู้สามารถผ่อนชำระในแต่ละเดือนได้อย่างสบาย ๆ และไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมากเกินไป
2. ส่วนใหญ่ทางธนาคารจะคำนวณจำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 35% - 40% ของรายได้ ตัวอย่างเช่น ราคาคอนโดอยู่ที่ประมาณ 1,000,000 บาท ใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระ 30 ปี หมายความว่าคุณจะต้องผ่อนคอนโดนี้ประมาณเดือนละ 6,000 บาท
3. อย่าลืมว่าไม่ได้มีเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระต่อเดือนเท่านั้น ต้องมีการเตรียมเงินดาวน์ไว้ด้วย เพราะทางธนาคารไม่ได้มีการปล่อย กู้ซื้อคอนโด ให้แบบเต็ม 100% แต่จะให้เพียงแค่ 80% – 90% ของราคาคอนโดเท่านั้น ดังนั้นควรมีเงินเก็บเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉินและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกด้วย

เรื่องที่ควรรู้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนซื้อคอนโด
การซื้อคอนโดนั้นนอกจากจะมีเงินดาวน์และเงินผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้ว ยังมีรายจ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อคอนโดก็อยากให้ท่านได้ศึกษาเรื่องที่ควรรู้เหล่านี้เอาไว้ เพื่อที่จะได้เตรียมความพร้อมเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น
- เงินค่าจอง
- เงินทำสัญญา
- เงินดาวน์ เงินค่าผ่อนดาวน์ ประมาณ 5 - 10% ของราคาคอนโด
- ค่าจดจำนอง
- ค่าธรรมเนียมการโอน
- ค่าส่วนกลาง
- ค่าประกันมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟฟ้า
- ค่าประกันภัยอาคาร
- ค่าออกแบบและตกแต่งภายใน
- ค่าเฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่จำเป็น
- ค่าขนย้ายสิ่งของ

อยาก ผ่อนคอนโดเดือนละ 5000 ควรซื้อคอนโดราคาเท่าไหร่ มีวิธีการคำนวณอย่างไร
หากท่านต้องการหาราคาคอนโดที่สามารถผ่อนได้เดือนละ 5,000 บาท ก็สามารถใช้สูตรในการคำนวณเบื้องต้นนี้ได้เลย
เริ่มจาก ล้านละ 7,000 ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากคอนโดมูลค่า 1,000,000 บาท ก็จะเริ่มต้นผ่อนได้ที่เดือนละ 7,000 บาท สูตรการคำนวณก็คือ 1,000,000 x จำนวนเงินที่ผ่อนต่อเดือน ÷ 7,000 = ราคาคอนโดที่สามารถซื้อได้
ดังนั้นถ้าอยาก ผ่อนคอนโดเดือนละ 5000 ก็จะสามารถคำนวณหาราคาของคอนโดได้ดังต่อไปนี้
   (1,000,000 x 5,000) ÷ 7,000 = 714,285 บาท

นั่นหมายความว่าถ้าหากมีงบประมาณในการผ่อนคอนโดอยู่ที่เดือนละ 5,000 บาท ก็จะต้องเลือกซื้อคอนโดที่มีราคาประมาณ 700,000 บาท นั่นเอง




12

หากคุณคือคนหนึ่งที่กำลังมองหา เงินฝากดอกเบี้ยสูง เพื่อเริ่มพฤติกรรมออมเงินและเพื่อเก็บออมเงินระยะยาว ขอแนะนำ KRUNGTHAI ZERO TAX MAX เงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง ที่ให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากคุ้มค่าสูงสุดถึง 2.50% ต่อปี เพียงฝากเงินเป็นประจำทุกเดือนและปฏิบัติตามเงื่อนไขธนาคาร นอกจากดอกเบี้ยสูงแล้วยังเป็น เงินฝากปลอดภาษี หมดห่วงเพราะไม่มีเรื่องหักภาษีมากวนใจ เพื่อการเก็บออมเงินแบบคุ้มค่า สะสมเงินก้อนโต และสร้างวินัยทางการเงินในระยะยาวได้อย่างสบายใจ 

จุดเด่น เงินฝากดอกเบี้ยสูง KRUNGTHAI ZERO TAX MAX
เป็นบัญชี เงินฝากประจําดอกเบี้ยสูงให้ดอกเบี้ยสูงสุดถึง 2.50% ต่อปี ซึ่งมากกว่าอัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์และบัญชีสะสมทรัพย์
ไม่เพียงแต่เป็นเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี เมื่อฝากครบตามกำหนดจะได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยแบบเต็ม ๆ โดยไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินก้อนเล็กจึงกลายเป็นเงินก้อนโตที่ใช้ต่อยอดอนาคตทางการเงินได้เป็นอย่างดี
เปิดบัญชีได้ง่าย ๆ ผ่าน KRUNGTHAI NEXT สะดวก ทำรายการได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว และสามารถเปิดบัญชีได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาเช่นกัน
ยืดหยุ่นเรื่องจำนวนเงินในการเปิดบัญชี เปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท และสูงสุด 25,000 บาท สะดวกเปิดบัญชีเท่าไหร่ก็สามารถเลือกได้แบบตามใจ
ฝากเงินรายเดือนได้แบบง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน ตู้ ATM หรือธนาคาร สำหรับใครที่กลัวลืมสามารถเลือกตัดเงินผ่านบัญชีแบบอัตโนมัติได้เช่นกัน
จัดสรรการออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน เพราะออมเงินขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท และปฏิบัติตามเงื่อนไขธนาคาร เพียงเท่านี้ก็ได้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก สูงโดยไม่ต้องเสียภาษี
เลือกแผน ฝากประจำดอกเบี้ยสูง ได้แบบตามใจ เริ่มต้น 24 เดือน และสูงสุด 48 เดือน โดยจะได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่ 2.45% - 2.50% ต่อปี

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากปลอดภาษี
เงินฝากดอกเบี้ยสูง KRUNGTHAI ZERO TAX MAX นอกจากจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่คุ้มค่าแล้วยังเป็นเงินฝากปลอดภาษี โดยมีแผนออมเงินทั้งสิ้นจำนวน 3 แผนการออมเงิน ซึ่งแต่ละแผนจะมีระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน ดังนี้
แผนการออมเงิน
จำนวนเงินเปิดบัญชี
อัตราดอกเบี้ย (ต่อปี)
24 เดือน
1,000 – 25,000 บาท
2.45%
36 เดือน
1,000 – 16,500 บาท
2.50%
48 เดือน
1,000 – 12,500 บาท
2.50%


จะเห็นว่า KRUNGTHAI ZERO TAX MAX มอบ ดอกเบี้ยเงินฝาก สูงสุดถึง 2.50% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ นี่จึงเป็นบัญชีฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยคุ้มค่า อีกทั้งยังปลอดภาษี นอกจากนี้ยังมีข้อควรรู้เกี่ยวกับการฝากเงินเพิ่มเติม ดังนี้
เงินฝากประจำดอกเบี้ยสูงจะต้องมีการฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท โดยจะต้องฝากทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง และขาดฝากได้ไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น
หากมีการเบิกถอนก่อน 3 เดือน ทางธนาคารจะไม่ให้ดอกเบี้ยเงินฝาก บัญชีฝากประจำนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการออมเงินระยะยาวและไม่ได้มีวัตถุประสงค์นำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
หากฝากเงินตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป แต่มีการเบิกถอนก่อนครบกำหนดระยะเวลาแผนการออมเงิน ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ที่เป็นไปตามประกาศของธนาคาร นอกจากนี้ทางธนาคารจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนั้นไม่แนะนำให้เบิกถอนเงินออกมาก่อนครบกำหนด
หากมีการทำผิดเงื่อนไขธนาคาร ทางธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ที่เป็นไปตามประกาศของธนาคารเช่นกัน รวมถึงจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ผู้ที่ฝากประจำ KRUNGTHAI ZERO TAX MAX สามารถเปิดบัญชีเงินออมรายเดือนปลอดภาษีได้เพียงบัญชีเดียวเท่านั้น
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาธนาคารจะโอนดอกเบี้ยไปยังบัญชีคู่โอน (บัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีสะสมทรัพย์) ตามที่แจ้งความประสงค์ไว้กับธนาคาร
อัตราดอกเบี้ยลอยตัวอาจมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ธนาคารประกาศอีกครั้ง

การฝากประจำนอกจากเพิ่มวินัยการออมเงินแล้วยังทำให้มีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือใช้ต่อยอดอนาคต ยิ่งหากเป็น เงินฝากดอกเบี้ยสูง จากกรุงไทยที่มอบ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ถึง 2.50% ต่อปี ยิ่งต่อยอดเงินออมได้อย่างคุ้มค่าเพราะดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีฝากออมทรัพย์ ที่สำคัญปลอดภาษี ไม่ต้องกังวลเรื่องการหักภาษีอีกต่อไป สำหรับใครที่สนใจเป็นเจ้าของบัญชี เงินฝากประจํา 24 เดือนปลอดภาษี ดอกเบี้ยสูงสามารถสมัครได้แล้ว ที่นี่ สมัครง่าย ปลอดภัย ใช้เอกสารเพียงแค่บัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถเป็นเจ้าของบัญชี ฝากประจำดอกเบี้ยสูง สุดคุ้มค่าได้แล้ว หรือหากต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์การเงินอื่น ๆ จากกรุงไทย สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ https://krungthai.com



13

ก่อนจะตอบได้ว่าไปเที่ยวออสเตรเลียใช้เงินเท่าไหร่เที่ยวออสเตรเลียด้วยตัวเอง ต้องรู้ก่อนว่าของแต่ละอย่างที่นั่นราคาเท่าไหร่ ครั้งแรกที่ผมเดินเข้าซูเปอร์ที่ซิดนีย์แล้วเห็นป้ายราคา ยืนคิดเลขอยู่พักหนึ่ง
ไม่ใช่ทุกอย่างแพงนะ บางอย่างถูกกว่าไทยด้วยซ้ำ แต่ต้องรู้ว่าอันไหนคืออันไหน
จำไว้ก่อน 1 ดอลลาร์ออสเตรเลียราว 22 ถึง 23 บาท
ของที่แพงกว่าไทยชัดเจน
กาแฟร้านทั่วไป แก้วละ 5 ถึง 6 ดอลลาร์ ตกร้อยสิบถึงร้อยสามสิบบาท ที่ไทยแก้วเดียวกันหกสิบ
ข้าวราดแกงหรือมื้อกลางวันร้านธรรมดา 18 ถึง 25 ดอลลาร์ ตกสี่ร้อยถึงห้าร้อยห้าสิบบาท ฟาสต์ฟู้ดชุดหนึ่งราว 15 ดอลลาร์ สามร้อยกว่าบาท
น้ำเปล่าขวดเล็กในร้านสะดวกซื้อ 3.5 ดอลลาร์ เกือบแปดสิบบาท นี่แหละที่ทำให้ควรพกขวดน้ำไปเอง
ตัดผมชายราว 30 ดอลลาร์ เกือบเจ็ดร้อยบาท
แท็กซี่ระยะสั้นในเมือง 20 ถึง 30 ดอลลาร์ ห้าร้อยขึ้น
ของที่ราคาใกล้ไทยหรือถูกกว่า
นมสด 2 ลิตรราว 3.5 ดอลลาร์ ตกลิตรละสี่สิบบาท ถูกกว่านมไทยด้วยซ้ำ
เนื้อวัวและแกะจากซูเปอร์ถูกมากเมื่อเทียบกับไทย สเต๊กชิ้นใหญ่ราว 10 ถึง 14 ดอลลาร์ สองร้อยกว่าถึงสามร้อยบาท ที่ไทยเนื้อคุณภาพเดียวกันแพงกว่าเยอะ
ขนมปัง ไข่ ผลไม้ตามฤดู ราคาสมเหตุสมผลมาก แอปเปิลกิโลละ 4 ดอลลาร์
ไวน์ท้องถิ่นขวดละ 10 ถึง 15 ดอลลาร์ ก็คือสองร้อยกว่าถึงสามร้อยกว่า ถูกกว่าไทยเป็นเท่าตัวเพราะไม่โดนภาษีนำเข้า
สรุปเป็นหลักคิด
ทุกอย่างที่มีคนบริการอยู่ในนั้นจะแพง เพราะค่าแรงขั้นต่ำเขาสูงมาก ส่วนวัตถุดิบดิบ ๆ จากซูเปอร์กลับไม่แพง
นี่คือเหตุผลที่นักท่องเที่ยวงบจำกัดที่นั่นเลือกทำอาหารเอง ไม่ใช่เพราะขี้เหนียว แต่เพราะส่วนต่างมันเยอะจริง มื้อที่ทำเองตกหกสิบบาท มื้อเดียวกันในร้านสี่ร้อยห้า
พอเข้าใจตรงนี้แล้ว คำถามว่าไปเที่ยวออสเตรเลียงบเท่าไหร่ก็ตอบง่ายขึ้น เพราะมันขึ้นกับว่าคุณจะกินนอกกี่มื้อมากกว่าอย่างอื่น
ลองคำนวณดูเล่น ๆ ทริปเจ็ดวัน ถ้ากินนอกทุกมื้อกับกินนอกวันละมื้อ ต่างกันราวหมื่นสี่พันบาท เท่ากับค่าที่พักหลายคืน
คนที่ถามว่าไปเที่ยวออสเตรเลียใช้เงินเท่าไหร่ ลแล้วตกใจกับตัวเลข ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าปรับตรงนี้ได้
ที่นั่นแพงจริง แต่ไม่ได้แพงทุกอย่าง

14


มั่นใจว่าเหตุผลที่ทำให้หลายคนยอมเสียเงิน ทําประกันชีวิต นั้นหนีไม่พ้นต้องการเพิ่มความมั่นคงทางการเงินเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับผู้ทำประกันสิ่งที่ได้รับคือเงินก้อนใหญ่ที่ช่วยให้คนในครอบครัวสามารถจัดการทุกอย่างแทนได้โดยไม่มีปัญหา  แต่อย่างไรก็ตามนอกจากเงินที่ผู้ทำประกันไม่มีโอกาสได้ใช้แล้ว ในความจริงแล้วประกันชีวิตยังมีผลประโยชน์อื่นที่สามารถรับได้ในตอนมีชีวิตด้วย เพียงเลือกประกันชีวิตให้เหมาะกับวัยของตัวเองเท่านั้น แต่จะต้องเลือก ประกันชีวิตแบบไหนดี เรามีเทคนิคง่าย ๆ มาฝาก

วัยเด็ก
ต้องยอมรับว่าโดยปกติคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักซื้อประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุให้กับลูกน้อย แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มองการณ์ไกลและต้องการให้ลูกน้อยมีเงินก้อนไว้ใช้ตอนที่โตขึ้น พร้อม ๆ กับรับความคุ้มครองด้วย จะเลือกทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ให้กับลูกน้อย เพราะเมื่อถึงวันครบสัญญาลูกน้อยจะได้รับเงินรวมค่าเบี้ยประกันทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยไว้เป็นเงินขวัญถุงในการเริ่มต้นชีวิต ตัวอย่างลักษณะประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่เหมาะสมคือ แบบจ่ายสั้นแต่คุ้มครองนาน อย่างประกันสะสมทรัพย์ Life Super Save 14/5 ที่รับผู้ทำประกันตั้งแต่อายุ 1 เดือน – 70 ปี ระยะชำระเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 14 ปี ได้เงินก้อน 548% ของเงินประกันภัย
วัยทำงาน
หากถามว่าวัยไหนควร ทำประกันชีวิต คำตอบคือ วัยทำงาน เนื่องจากเป็นวัยที่มีความเสี่ยงมากที่สุด จากการเดินทางไปทำงานทุกวัน แถมบางคนยังต้องเผชิญกับความเครียดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ว่า ประกันชีวิตมีกี่ประเภท สามารถเลือกได้ทุกแบบทุกประเภท แต่ควรเลือกแบบที่พ่วงสิทธิลดหย่อนภาษีด้วย เพราะจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น สำหรับคนที่กังวลว่าคนข้างหลังจะเดือดร้อนเรื่องเงินในวันที่ตัวเองไม่อยู่ควรเลือกประกันชีวิตที่ให้เงินก้อนใหญ่กับครอบครัวหรือแบบที่คุ้มครองยาว แต่ถ้าอยากได้เงินก้อนให้เลือกประกันสะสมทรัพย์ที่มีผลตอบแทนหรือเงินบำนาญให้เมื่อถือกรมธรรม์จนครบสัญญา ส่วนคนที่อยากสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณประกันชีวิตควบหน่วยลงทุนเป็นตัวเลือกเหมาะที่สุด
วัยสูงอายุ
   ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงวัยที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด เพราะผู้สูงอายุใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้านของตัวเอง แต่ทุกคนไม่ควรลืมว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่ร่างกายถดถอยตามวัยด้วยแล้ว จึงเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า สำหรับประกันชีวิตที่เหมาะกับผู้สูงอายุคือ ประกันที่คุ้มครองครอบคลุมกรณีเกิดอุบัติเหตุ ถูกทำร่างกาย และเสียชีวิตทุกรณี อย่างประกันกรุงไทย สุขใจวัยเก๋าที่ให้ความคุ้มครองทั้งกรณีอุบัติเหตุทั่วไป ถูกฆาตกรรม ถูกทำร้ายร่างกาย ขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ นอกจากนั้นยังได้ค่าใช้จ่ายพยาบาลพิเศษ ค่ากายภาพบำบัด ค่าทดแทนรายเดือนให้กับครอบครัว และเงินชดเชยสำหรับผู้ทำประกันเมื่อเข้ารับการรักษาตัวตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับประกันชีวิตและเทคนิคการเลือกที่เหมาะสมกับช่วงวัยที่เรานำมาฝาก ซึ่งข้อดีของการเลือกประกันชีวิตให้เหมาะสมกับช่วงวัยคือ ความคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแต่ละช่วงวัย สำหรับใครกำลังต้องการหาข้อมูลและซื้อประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองคุ้มค่า แนะนำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ และประกันชีวิตควบหน่วยลงทุนจากธนาคารกรุงไทย เพราะนอกจากมีให้เลือกมากมายหลายแบบแล้ว ยังรับประกันว่าคุ้มครองครอบคลุมอย่างที่ต้องการแน่นอน




15

ขึ้นชื่อว่าการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบไหนย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง จะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุนแต่ละประเภท แต่มีการลงทุนอยู่ประเภทหนึ่งที่มีความมั่นคงสูงและการันตีได้ผลตอบแทนแน่นอน นั่นคือการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล ด้วยความที่การลงทุนประเภทนี้มีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันจึงมีความเสี่ยงน้อยมาก ๆ เรียกได้ว่าแทบจะเป็นศูนย์ เห็นผลตอบแทนที่จะได้รับชัดเจนตั้งแต่เริ่มลงทุน ด้วยเหตุนี้การลงทุนในพันธบัตรจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่นักลงทุนทั้งมือใหม่และมือโปรนิยมลงทุนอย่างมากในปัจจุบัน และสำหรับใครที่กำลังวางแผนลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับการลงทุน พันธบัตรออมทรัพย์ จากกรุงไทยกัน

พันธบัตรรัฐบาลคืออะไร?
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ซื้อพันธบัตรมาก่อน ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจก่อนว่า พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) คือตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลังหรือหน่วยงานภาครัฐเพื่อระดมทุนจากประชาชนและนักลงทุนเอกชน โดยรัฐบาลจะจ่ายคืนเงินต้นพร้อมผลตอบแทนให้กับผู้ที่ซื้อพันธบัตรในรูปของดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น ดอกเบี้ยปีละ 3% สัญญา 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ผู้ซื้อพันธบัตรจึงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล และมั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนตามกำหนด ไม่มีการเบี้ยวหนี้แน่นอน เพราะรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ก้อนนี้ การลงทุนในพันธบัตรจึงถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ๆ และเห็นผลตอบแทนชัดเจน เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยและต้องการความมั่นคง
ทั้งนี้พันธบัตรของรัฐบาลสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้
ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) เป็นพันธบัตรแบบระยะสั้น โดยจะมีอายุตั้งแต่ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี นักลงทุนจะได้ดอกเบี้ยจากส่วนต่างของมูลค่าหน้าตั๋วเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน
พันธบัตรแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate Government Bond) เป็นพันธบัตรแบบระยะยาวจึงมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป นักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ครั้งต่อปี ส่วนเงินต้นจะได้รับคืนในวันที่ไถ่ถอน
พันธบัตรออมทรัพย์ (Saving Bond) เป็นพันธบัตรที่มุ่งเน้นขายให้กับประชาชนทั่วไป เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้ลงทุนและออมมากขึ้น จึงมักมีการกำหนดเงื่อนไขด้วยการจำกัดวงเงินการซื้อพันธบัตรไม่ให้สูงเกินไปและภายในปีแรกห้ามมีการซื้อขายพันธบัตรนอกกลุ่มนักลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดา
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation-linked Bond) ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ และจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในทุก ๆ 6 เดือน และเมื่อไถ่ถอน
พันธบัตรอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate Bond) คล้ายพันธบัตรอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่วนมากมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

พันธบัตรรัฐบาลต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?
พันธบัตรของรัฐบาลกับ กองทุนรวม ตราสารหนี้เป็นรูปแบบการลงทุนที่มีความใกล้เคียงกัน กล่าวคือเป็นการลงทุนในตราสารหนี้เหมือนกัน ต่างกันตรงที่พันธบัตรของรัฐบาลส่วนมากจะเป็นการลงทุนของประชาชนทั่วไปและนักลงทุนรายย่อยที่รับความเสี่ยงได้น้อย รวมถึงต้องการความมั่นคงในการลงทุน ขณะที่ กองทุน รวมตราสารหนี้เน้นการลงทุนในตราสารหนี้แทบทุกประเภท ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พันธบัตรของรัฐเท่านั้น เช่น พันธบัตรรัฐ ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้เอกชน เป็นต้น โดยจะเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเข้ามา ซื้อกองทุน เพื่อระดมเงินมาลงทุนในตราสารหนี้ตามนโยบายของสถาบันนั้น ๆ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพบริหารจัดการให้ ให้ผลตอบแทนทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยเช่นกัน

วิธีซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาล จะมีการซื้อขายอยู่ 2 แบบ ดังนี้
ตลาดแรก (Primary Market)
การซื้อขายพันธบัตรตั้งแต่เริ่มมีการเปิดตัว ซึ่งเป็นการซื้อขายระหว่างผู้ออกพันธบัตรกับนักลงทุน โดยกลุ่มนักลงทุนในตลาดแรกนี้มีด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ
นักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลทั่วไป นักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อพันธบัตรได้ที่ธนาคารพาณิชย์ ด้วยราคาขายเริ่มต้นเพียง 1 บาทต่อหน่วย แต่ไม่เกิน 1,000 บาทต่อหน่วย หรือเป็นไปตามเงื่อนไขของพันธบัตรรุ่นนั้น ๆ
นักลงทุนสถาบัน การขายจะเป็นการตั้งราคา ต้องเสนอราคาเพื่อประมูลซื้อ
ตลาดรอง (Secondary Market)
ส่วนมากมักเป็นการซื้อขายทั้งที่ยังไม่ครบกำหนดสัญญา เป็นการซื้อขายพันธบัตรระหว่างนักลงทุนกับนักลงทุนจึงสามารถตกลงราคากันเองได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังสามารถซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ผ่านโบรกเกอร์ได้เช่นกัน

พันธบัตรรัฐบาลเปิดขายช่วงไหนบ้าง
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อพันธบัตรของรัฐบาลในตลาดแรกสามารถติดตามข่าวการเสนอขายพันธบัตรได้ที่หน้าเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงติดตามข่าวสารผ่านหน้าเว็บไซต์ธนาคารพาณิชย์อย่างธนาคารกรุงไทย และเมื่อถึงเวลาเปิดขายพันธบัตรก็สามารถซื้อได้ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Krungthai NEXT นอกจากนี้แอปพลิเคชันของภาครัฐอย่างเป๋าตังก็เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อพันธบัตรของรัฐบาลได้เช่นกัน โดยมีกำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 100 บาท และสูงสุดที่ 50 ล้านบาท

คุณสมบัติผู้จองซื้อพันธบัตรรัฐบาล
   สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการซื้อพันธบัตรของรัฐบาลที่ขายบนวอลเล็ต สบม. ในแอปพลิเคชัน เป๋าตัง จะต้องเป็นบุคคลที่ถือสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ผู้ที่มีอายุไม่ครบ 20 บริบูรณ์จะต้องได้รับการยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อนการซื้อพันธบัตร ส่วนการซื้อพันธบัตรผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายจะต้องเป็นบุคคลที่ถือสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย หากเป็นนิติบุคคลจะต้องไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร เช่น มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ วัด สถานศึกษาและโรงพยาบาลของรัฐ
   
ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงทุน พันธบัตรรัฐบาล กับกรุงไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย ต้องการความมั่นคงและผลตอบแทนที่แน่นอน นอกจากการลงทุนในพันธบัตรแล้ว ธนาคารกรุงไทยยังมีการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการทางการเงินของนักลงทุนได้ เช่น กองทุนรวม ตลาดเงินที่สามารถเลือก ซื้อกองทุน ได้หลากหลาย ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารตลาดเงินภาครัฐ (KTSV) กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารตลาดเงิน (KTSS) และกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารตลาดเงินสำหรับ กองทุน สำรองเลี้ยงชีพ (PVDKTSS) เป็นต้น
   
สำหรับท่านใดที่สนใจซื้อหุ้นกู้และพันธบัตร ของรัฐบาลหรือ พันธบัตรออมทรัพย์ สามารถดูรายละเอียดได้ ที่นี่ รวมถึงสามารถเข้าไปดูทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากกรุงไทยได้ที่ https://krungthai.com/th/content/personal/investment/mutual-funds




หน้า: [1] 2 3 ... 5